Ekaphan's profile- B i e r I o l O g y -PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
May 22 จุดยืนของคนไกลบ้านเวลาที่เรานึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกาและผู้คนที่เราเรียกว่า"อเมริกันชน"นั้น ก็คงจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนึกถึงฝรั่งหัวทอง ตาน้ำข้าว หน้าตาไม่ต่างกับชาวยุโรปที่เดินกันให้เกลื่อนถนนข้าวสาร กับคนผิวดำที่เราได้ดูตามหนังฮอลลีวูดหลายๆเรื่อง แต่อย่าลืมนะครับว่า อเมริกา เป็นแหล่งหลอมรวมวัฒนธรรมและดินแดนของคนอพยพ ไม่เพียงแต่คนไกลบ้านในสมัยก่อร่าง สร้างประเทศ กระแสการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้อย่างมิขาดสาย ผลก็คือ ทุกวันนี้ ถ้าคุณได้มีโอกาสเดินไปมาในเมืองใหญ่ๆ ก็จะสามารถพบเจอคนทุกเชือ้ชาติ ศาสนา สีผิว เดินปะปนกันบนถนนสายเดียวกัน กินข้าวกัน เรียนหนังสือในห้องเดียวกัน เราก็คงไม่แปลกใจที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้มีเถือกเถาเหล่ากอต่างกัน แต่ถ้าคุณถามหนุ่มๆสาวๆที่หน้าตาดูยังไงก็ไม่มีเค้าของความเป็นชาวยุโรปอพยพ มาตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่าพวกเขาเป็นคนประเทศไหน เขาก็จะตอบด้วยความมั่นใจว่า "I'm American. I'm from here." ผู้คนเหล่านี้เป็นผลผลิตจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่เข้ามาอยู่ในประเทศนี้ครับ พวกเขาเกิดมาบนแผ่นดินนี้ เรียนหนังสือที่นี่ กับคนที่นี่ มีเพียงบ้านและอาจจะชุมชนรอบข้างเท่านั้นที่คอยย้ำเตือนให้เข้ารู้ว่า รากเหง้าของพวกเขานั้นมาจากไหน แต่ทว่า นั้นเพียงพอหรือที่ทำให้คนคนหนึ่งเข้าใจว่าตนเองไม่ได้มาจากที่ที่ตัวเองยืนอยู่ ที่มาฉุกคิดเรื่องนี้ ก็เพราะผมได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Namesake ที่สร้างมาจากหนังสือของ Jhumpa Lahiri เนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในชีวิต ที่ตัวเอกในเรื่องคือ Gogol ต้องเผชิญในฐานะที่เป็นลูกของชาวอินเดียที่ผลัดถิ่นมาอยู่ในอเมริกา แต่ทว่าตัวเขาเองนั้นรู้สึกถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรม และรวมถึงชื่อของเขาเองด้วย ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราควรจะยืน ณ จุดไหน จุดที่ทำให้เราเข้ากับสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน หรือว่าควรจะยึดถือประเพณีแบบแผนที่บ้านเกิดเมืองนอนของเราปฎิบัติตามกันมา ไม่ใช้เพราะว่า มันขัดแย้งกันไปเสียทุกอย่างหรอกนะครับ สำหรับผมแล้ว ผมไม่สามารถเป็นคนที่เข้ากันได้กับสองวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยการที่ทำตัวเหมือนๆกันกับคนทั้งสองฝาก ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเป็น "ตัวของตัวเอง" ในโลกสองโลกที่แตกต่างกันเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ ผมขอไม่เลือกที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนอื่น หรือว่าจะต้องปิดกั้นตัวเองจากสิ่งใหม่ ผมอยากที่่จะอยู่กับความซับซ้อนของมัน พยายามสร้างความเข้าใจในด้านที่แตกต่าง และสร้าง "ตัวของตัวเอง" ขึ้นมาใหม่ ที่ไม่อิงกับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เป็นตัวเองที่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และ มองโลกอย่างไร ตอนนี้ ตัวตนของผมคนนั้น ยังสร้างไม่เสร็จครับ แล้วคุณละ สร้างมันเสร็จหรือยัง April 23 ซื้อเสื้อคุณเคยเป็นไหมครับ เวลาเลือกซื้อของเสื้อสักตัวหนึ่ง คุณไม่รู้หรอกว่าคุณอยากได้เสื้อแบบไหน ลายอะไร รู้แต่ว่าจะอยากจะหาเสื้อสักตัวที่มันถูกใจ ใส่แล้วดูดี มีความสุข แต่ที่น่าเจ็บใจว่า คุณมักจะหามันไม่เจอ ได้แต่แบบ ก็ดีนะ แต่ยังไม่ใช่อย่างที่อยากได้จริงๆ ในกระบวนการเลือกเสื้อผ้า คุณก็เริ่มกำหนดของเสื้อที่อยากได้จากสิ่งที่มันไม่มีอยู่อย่างเช่น เล็กกว่านี้ก็จะดีมาก สีสว่างก็นี้สักอย่างก็คงจะดี การเลือกเสื้อผ้า"สักตัว"ของคุณก็จะกลายเป็น การหาเสื้อผ้า "ตัวนั้น" ให้เจอ และส่วนใหญ่คุณก็จะหาไม่เจอครับ และก็ลงท้ายด้วยการซื้อตัวที่มันดีที่สุดในขณะนั้นไป หรือถ้าเป็นผม ผมก้ไม่ซื้อมันเสียดื้อๆเลยครับ ผมเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์เท่าไรนัก ตราบใดที่มันยังใส่ได้ ผมก็ไม่สนใจที่จะหาตัวใหม่มาใส่ ส่วนมากผมก็ได้เสือผ้าใหม่ๆ จากคนโน้นคนนี้ จากของขวัญบ้าง จากของฟรีบ้าง นานๆทีละครับที่ผมจะหาซื้อเสือ้ผ่้าสักชิ้น ถ้าจะซื้อสักชิ้นจริงๆ ผมคิดอยู่นานทีเดียว เสื้อผ้าสำหรับผมมันไม่ได้มีไว้บ่งบอกฐานะความร่ำรวย ความทันสมัยตามยุคตามแฟชั่น เสื้อผ้าสำหรับผม มันคือสิ่งที่เป็นตัวตนของผม สิ่งที่ห่อหุ้มผมจากความหยาบกร้าน ความอับเฉา และความเป็นจริงอันไม่น่ามองของชีวิต ณ ปัจจุบัน ผมก็ยังหาเสื้อตัวนั้นไม่เจอ ได้แต่เที่ยวใส่เสื้อผ้าที่คนโน้นคนนี้ให้มา เสื้อที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าสวยงาม ซึ่งผมก๋็ไม่ขัดข้อง เว้นเสียแต่ว่า มันยังไม่ถูกใจแค่นั้นเอง หวังได้แต่ว่า สักวันหนึ่ง ผมคงหามันเจอ แต่จนกว่าวันนั้น ผมก็ต้องทำใจชอบเสื้อตัวที่มีอยู่ก่อนละครับ ปล. ไม่ต้องส่งรายการ หรือ เวบเสื้อผ้ามาให้ผมนะครับ ผมขอหาของผมเอง January 31 ความฝันผมเริ่มจะสงสัยว่า เดี๋ยวนี้ยังมีใครอ่านที่ว่างที่ผมไม่ได้เขียนถึงมาเป็นเวลานี้อยู่อีกหรือเปล่า หรือเขาเลิกฮิตกันไปแล้ว แต่พอมีเวลาว่างก็อยากจะกลับมาเขียนอะไรให้มันไม่ว่างเหมือนชื่อของมันเสียหน่อย แต่ทุกอย่างมันก็เป็นสิ่งไม่ยังยืนถาวรใช่ไหมละครับ ก็ต้องมีสักวันที่ผมจะต้องเลิกเขียนอะไรเพ้อเจ้อบนที่ว่างแห่งนี้อยู่แล้ว
วันนี้ ณ ตำแหน่งที่ผมเหยียบอยู่บนโลก เป็นวันสุดท้ายของเดือนมกราคม เดือนที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "เดือนแห่งความฝัน" มกราคม เป็นเดือนที่มนุษย์ฝั่งตะวันตกสักคนหนึ่งอุปโลกขึ้นมาว่าจะให้เป็นเดือนแรกของปี แล้วก็ให้วันที่ ๑ ของเดือนนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ เราชาวมนุษย์โลกที่ล้วนรักใคร่ปรองดอง ต่างแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็ร่วมใจกันฉลองวาระพิเศษของการเริ่มต้นปีใหม่นี้กันเสียทุกปีไป แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ก็ไม่ได้ต่างจากวันอื่นสักเท่าไร แต่เมื่อเราให้มันเป็นเดือนแรก เราก็ควรจะตื่นเต้นกับมัน แน่นอนครับ ปีใหม่ ต้องมากับของใหม่ๆ การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆในชีวิต หลายคนตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าปีนี้ฉันจะทำหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้ หรือฝรั่งตาน้ำข้าวและน้ำโคลนแถวนี้เขาเรียกกันว่า New Year Resolution ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดี และ จะดีกว่าถ้าทำได้จริงๆ ผมจึงเรียกเดือนมกราคมว่าเป็นเดือนแห่งความฝัน เดือนที่ทุกคนฝันจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ฝันที่จะทำสิ่งดีๆให้กับชีวิต(อย่างน้อยก็ของตัวเอง) ตั้งความหวัง ความตั้งใจให้กับชีวิตในปีข้างหน้า แม้ว่าบางคนอาจจะผ่านพ้นจุุดของการมีความหวังกับปีใหม่ที่เข้ามาไปแล้ว ก็คงยังแอบมีความหวังกับสิ่งดีๆในปีใหม่ที่จะมาถึงจะเกิดกับตัว ความฝันไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่อยู่ที่เจ้าของความฝันที่จะกล้าทำให้มันเป็นจริง หรือกล้าที่จะเข้าใจมัน ถ้าเดือนมกราคมปีนี้เป็นเดือนแห่งความฝันของคุณ คุณได้ทำความฝันของคุณให้เป็นจริงหรือยังครับ สุขสันต์เดือนมกราคมครับ November 07 วันเวลาของนักศีกษาคนหนึ่ง(วันนี้จะลองเขียนอะไรที่ไม่ค่อยเป็นสาระดูบ้าง) ปกติเวลาที่ผมเขียนบันทึกลงในที่ว่างแห่งนี้ ผมไม่ค่อยมีอะไรในหัวสมองหรอกครับ นอกจากความอยากจะขีดๆเขียนๆอะไรสักหน่อย (เป็นการถ่วงเวลาทำการบ้านไปในตัว: Procastination) สำหรับตัวผมเองแล้ว การเขียนเป็นสื่ออย่างหนึ่ง ที่ทำให้เข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น เพราะทุกครั้งที่เราเขียนเราก็จะต้องคิดไปด้วยว่าจะเขียนอย่างไรให้คนอ่านเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร จะต้องเลือกคำ เลือกประโยคที่จะสื่อความหมายของเราออกไป แม้ว่างานเขียนทุกชิ้นจะไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อย ก็มีความตั้งใจที่จะสื่อสารอยู่ในนั้น (ว่าจะไม่เขียนมีสาระแล้วนะเนี่ย :P) ผมนั่งพิจารณาชีวิตตัวเองในวันนี้ ก็รู้สึกว่ามันเป็นตารางชีวิตที่แปลกพิลึกดี คงไม่ค่อยเหมือนนักเรียนวิชาอื่นๆสักเท่าไร ของตั้งชื่อตารางชีวิตวันนี้ว่า "วันเวลาของนักศึกษาคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยลึกลับแห่งหนึ่ง" ๐๗.๐๐ น. ตื่นมาด้วยความตกใจ นึกเฉลียวใจได้ว่ายังไม่ได้เตรียมตัวไปคาบสนทนาตัวต่อตัวจับเจ้าของภาษาเยอรมันเลย (Ja, natürlich studiere ich Deutsch). ก็เลยต้องตื่นขึ้นมา หาบทความจากหนังสือพิมพ์มาอ่าน อ่านไปอ่านมาก็พบว่า แต่ละประเทศ ก็มีปัญหาซ้ำซากเหมือนกัน ไม่ได้มีใครดีกว่าใคร เพียงแต่ว่าใครจะพูดถึงอะไรก่อนกัน ๘.๐๐ น. เดินไปโรงเรียน(มหาวิทยาลัย) ที่ไม่ได้ห่างไกลเท่าไร แต่อากาศเฉียดศูนย์องศา ก็ทำให้มันไกลได้เช่นกัน (นักฟิสิกส์ครับ ท่านควรนำเรื่องอุณหภูมิไปพิจารณาในทฤษฎีสัมพันธภาพด้วยนะครับ) การอยู่บ้านนอกนี่ก็ดีเหมือนกันนะครับ ทำให้สามารถเดินชื่นชมทัศนียภาพข้างทางบนถนนได้โดยไม่ต้องเอามือปิดจมูกหรือวิ่งหนีรถแต่อย่างใด ๙.๐๐ น. พบกับท่านอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใต้โต๊ะ มีพระสังกจายน์ ประดิษฐานอยู่ ไม่แน่ใจว่าอาจารย์รู้หรือว่าเปล่าพระสังกจายน์เป็นใครมาจากไหน แต่ตอนนี้กลายเป็นของประดับห้องไปเสียแล้ว ไอ้ผมนั่งคุยกับอาจารย์ก็หวั่นว่าเท้าจะไปเฉียดพระสังกจายน์เข้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ผมชอบที่อาจารย์บอกผมว่า "ในเมื่อคุณไม่มีข้อบังคับหรือความจำเป็นที่จะต้องเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ ก็ลงตัวที่คุณคิดว่ามันจะทำให้คุณตืิ่นเต้นกับมันได้ละกัน" ฟังดูง่ายๆนะครับ แต่ว่าเอาเข้าจริงๆก็ตอบไม่ง่ายเหมือนกันว่าอะไรจะทำให้เราตื่นเต้น ๑๐.๐๐ น. เข้าเรียนวิชาเยอรมัน น่าจะเป็นวิชาเยอรมันที่แปลกที่สุดที่เคยเรียนมา เพราะว่า เราไม่ได้เรียนไวยากรณ์อะไรกันสักเท่าไร วันนี้เข้ามาก็ให้อภิปรายกันเรื่อง "Was ist eigentlich HipHop?" (อะไรคือฮิพฮอพกันแน่) ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ฮิพฮอพเนี่ยมันทำให้เราเรียนเยอรมันรู้เรื่องขึ้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆบนโลกนี้มีวัฒนธรรมอีกหลายอย่างที่ผมไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น แต่ว่ามันมีอยู่จริง และก็กำเนิดมาจากสาเหตุไม่ห่างไม่ไกลจากพวกเด็กแซบ แก็งค์ หรือพวกอันธพาลครองเมือง สักเท่าไร คนสอนผมคนหนึ่งเขาบอกว่า Die Rebellion ist eingentlich Anpassung (การต่อต้าน(สังคม)แท้จริงแล้วคือการเข้าสู่สังคม) บางที่สิ่งที่เราๆท่านๆทำอยู่การอาจจะเป็นการต่อต้านสังคมก็ได้ ๑๑.๓๐ น. คาบสนทนาภาษาเยอรมัน ด้วยความที่ภาษาเยอรมันค่อนข้างจะเยิน เลยกลายเป็นเยอรมันคำ อังกฤษห้าประโยคแทน วันนี้เขาชวนคุยเรื่อง เทศกาลคาร์นิวัลที่คนเยอรมันคลั่งไคล้กันมาก เป็นโอกาสที่คนทั้งประเทศสามารถเมา และ เสียดสีอำนาจเบื้องบนได้อย่างอิสระ (เป็นเวลาสี่วัน) เป็นที่น่าสนใจว่าคนหลายๆคนพยายามรวมออกกฎควบคุมเทศกาลนี้ ทั้งๆที่มันมีมากว่าร้อยปีแล้ว แค่คนทำเสียไม่กี่คนทำให้งานกร่อยไปเสียได้ (ทำให้ผมนึกถึงดอกไม้ไฟกับงานลอยกระทงขึ้นมาทีเดียว) ๑๓.๐๐ น. กระโดดขึ้นรถไปอ่าวประสบสุข (Merrymeeting Bay) ผมตั้งชื่อให้เองแหละ อย่าไปถือสา วันนี้ต้องนั่งเรือเป็นเวลาร่วมสามชั่วโมง เก็บข้อมูลและตัวอย่างน้ำในสถานที่ต่างๆรอบๆอ่าว คนขับรถขับได้สะใจมากครับ ลมหนาวๆพัดผ่านหน้าที่ชาเป็นแถบ แถมฝนก็ตกลงมาอีก แต่เป็นการทำแลปที่เหมือนมาเที่ยวมากกว่า เพราะเวลามากกว่าครึ่งก็คือนั่งเรือชมวิวของอ่าวประสบสุข มองๆแล้วก็เข้าใจว่าทำไมชื่อว่าอ่าวประสบสุข เพราะว่าถ้าอากาศไม่หนาวเสียอย่างเดียว ผมก็คงจะประสบสุขมากทีเดียว ทำให้ผมได้คิดว่าบางทีเราไม่ต้องไปใส่ใจกับอะไรในอนาคตมากมาย ให้ชีวิตวันนี้ซาบซึ้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว ๑๖.๐๐ น. กลับจากอ่าวประสบสุขมา ด้วยอาการเมาเรือนิดๆเกิดเลยต้องหาที่งีบสักหน่อย แต่เนื่องจากบ้านอยู่ไกลครับ เลยดิ่งไปที่ ศูนย์กิจกรรมนักเรียน (Student Center) ที่มีโซฟาเอนได้อยู่หลายตัว ผมก็จัดแจงหาโซฟามาตัวหนึ่งแล้วตัดสินใจนอนเลยครับ ต่อหน้าประชาชนร่วมร้อยที่เดินผ่านไปผ่านมา จนเพื่อนเดินมาแซวตอนตื่น ว่าทำไมไม่กลับไปนอนบ้าน ก็เลยอธิบายให้ฟัง นี่เป็นข้อดีของมหาวิทยาลัยเล็กๆอย่างหนึ่งว่า เราทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ โดยจะมีคนเข้าใจเราเสมอ(หรือเปล่า?) ๑๗.๓๐ น. โต๊ะเยอรมัน วันนี้ชีวิตวนเวียนอยู่กับเยอรมันเนี่ยละครับ ไปนั่งกินข้าวเย็นในโรงอาหารกับอาจารย์และเพื่อนๆที่เรียนเยอรมันกัน แน่นอนครับ พูดภาษาเยอรมันกัน ผมก็ได้แต่นั่งฟังแล้วก็ตักของกินมานั่งแก้เก้อ ไปเรื่อยๆ นั่งคุยกันเรื่องจิปาถะจริงๆครับ เพราะว่าคำศัพท์ของนักเรียนส่ว่นใหญ่ไม่ค่อยแข็งแรง เลยคุยอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมากไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ฝึกพูด และก็อิ่มท้อง ๒๐.๐๐ น. ทำงานเลี้ยงปากท้อง ผมวิ่งไปเปิดโปรเจคเตอร์กับทีวีให้คนที่เขาลุ้นผลเลือกตั้งกันอยู่ (วันนี้เลือกตั้งกลางเทอมที่นี่ครับ) ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ก็ได้เงินแล้ว เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เทคโนโลยีเป็นหนทางหาเลี้ยงชีพของคนที่สร้างเทคโนโลยี ตราบใดที่ชีวิตต้องพึ่งพามัน เราก็ต้องเสียเงินอยู่ร่ำไปละครับ ชีวิตต่อจากนี้คงต้องเริ่มทำการบ้านอย่างจริงๆจังๆแล้วละครับ คุณผู้อ่านอาจจะไม่ได้อะไรเลยจากการอ่านบันทีกของผมวันนี้ ผมแค่อยากลองดูว่าการลองเขียนอะไรที่ไม่เป็นสาระดูบ้างจะเป็นอย่างไร ก็พบว่าเป็นอย่างที่เห็นนี่ละครับ สารัตถะอยู่ที่การมองให้เห็น อยู่ที่การให้ความหมาย อยู่ที่วิจารณญาณ บทความก่อนหน้าของผม อาจจะหาสารัตถะไม่ได้เลยก็ได้ หาคุณผู้อ่านไม่ได้ให้อะไรกับมัน ไม่ใส่"สาระ"ให้กับมัน แต่สำหรับคนที่สนใจอยากรู้ว่าวันๆหนึ่งผมทำอะไรบ้าง ก็อาจจะได้ "สาระ" ไปจากบทความที่"ไร้สาระ"ของผมก็ได้ ชีวิตของเราไม่ไร้สาระหรอกครับ ถ้าเราหาสาระให้กับมัน October 31 A Good StudentAn ideal American college student will . . . ...complete reading assignment before the class time. Hightlight all important points for discussion and clarification. Come to class prepared with questions and intellecutal points to raise. ...participate actively in class discussions. Engage in the topic the instructors are trying to make. Answer the questions. Express his/her opinion and ideas, intelligently. Always spell out thoughtful and critical comments. ...Take a good note from the lecture. Organize the course materials, readings, and assignment sheets in the folders. Regularly revise what he/she learns in the classes and do more reading on the difficult topics. ...spend significant amount of time doing careful research on any assignment. Take notes on important and relevant information from the articles or literatures. Wisely incorporate the findings into his/her own work and provide many excellent analyses of your arguments. ...visit the professors during office hours or other times to discuss his/her interests, problems, or concerns in the subject matters. Express your enthusiasm and willingness to learn. ...participate extracurricular activities that involve the larger group of people on campus, community, or even the country. Engage or lead the activity(ies) that he/she is most passionate about and become a paragon for it. ...be sociable and outspoken. Go to different partys and social events and become well-accepted in the campus community. ...appreciate the beauty of arts and music. Play some sports to maintain a good physical conditionsUnderstand the importance of humanistic and scientific studies and be willing to embrace them. ...respect people's comments on his/her behaviors, actions, and performance. Fully implement the comments to improve his/her quality without being discouraged and see the improvement as a chance to grow instead of deterioration of characters. The list will go on... Is this too much, too overwhelming, too exhausting? Then ask yourself if you still want to be a good student. No? Just want to be a mediocre student? You can try, but what does mediocre mean to you? If you are not trying to be a good student, why are you struggling in the higher education? Does it make sense to try your best, but not want to get the best? Could you really try to be just mediocre? I am pondering. . September 16 ฤดูร้อนสำหรับนักเรียนในสหรัฐอเมริกา เดือนกันยายน ก็คงหมายถึงจุดสิ้นสุดของฤดูร้อน ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ปราศจากการบ้าน การเรียน เป็นเวลาที่หลายๆคนจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมาตลอดปี แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ การปิดภาคเรียนของนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ จึงไม่ใช่แค่การกลับไปพักผ่อนอยู่บ้าน แต่ยังเป็นการใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุดอีกด้วย หลายคนเลือกทำงานพิเศษที่มหาวิทยาลัย หรือ ตามองค์การห้างร้านทั่วไป บางคนก็เลือกที่จะท่องเที่ยวไป ตามใจฝัน สุดแท้แล้วแต่เป้าหมายและสถานการณ์ของแต่ละคน สำหรับผมแล้วฤดูร้อนนี้หมดไปกับการเรียนรู้นอกห้องเรียน ในวิชาที่ยากที่สุดวิชาหนึ่งของชีวิตนี้ นั้นก็คือ วิชา ประเทศไทย ผมตั้งใจกลับเมืองไทยช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อมาเพิ่มพูนประสบการณ์ของตัวเอง ในด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมศึกษา ซึ่งทำให้ในการกลับบ้านครั้งนี้ ต่างจากครั้งไหนๆที่่ผ่านมา การกลับบ้านครั้งนี้ ทำให้ผมมองสิ่งที่เรารู้จักว่า "ประเทศไทย" ในมุมใหม่ที่น่าสนใจมากขึึ้น การที่เราอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเสียจนเคยชินนั้น จะทำให้เราสูญเสียความสามารถในการพิจารณาที่ของเราอย่างเป็นธรรมไป หลายคนอาจจะคิดว่าประเทศของเรานี้ก็มีคนขยันวิจารณ์ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว แล้วผมจะมาทำตัวเป็นพวกนักเรียนนอกที่กระเดียดวิจารณ์บ้านเกิดเมืองนอนอีกหรือ? การพิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้จัก คิดว่าเราเข้าใจ มิใช่การจ้องจับผิดหรือหาข้อบกพร่องของสิ่งเหล่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจอย่างแท้จริง กับสิ่งที่เราคิดว่าเราเข้าใจมันแน่ๆ ตัวอย่างเช่น เรากินข้าวทุกวัน เราก็ไม่รู้หรอกว่าข้าวมันมาอย่างไร จากไหน คุณค่าเป็นอย่างไร หรือถึงจะรู้ ก็อาจจะไม่ซาบซึ้ง เท่ากับเมื่อ ไม่มีโอกาสได้กินข้าวทุกวันอย่างที่เคย เฉกเช่นเดียว การได้จากบ้านเมืองมา ก็ย่อมทำให้คุณค่าและความสำคัญของบ้านเมืองเรามากขึ้น ฤดูร้อนนี้ ผมได้สัมผัสป่าที่สมบูรณ์ที่สุดผืนหนึ่งของเมืองไทย ได้เห็นความเขียวขจีที่ปกคลุมทุกตารางนิ้วที่ผมเหยียบย่ำ ได้สัมผัสความชุ่มชื้นของละอองฝนที่เทกระหน่ำซ้ำสาดอยู่เช้าเย็น ได้พูดคุยกับผู้คนที่เราคิดว่าเราไม่เคยคิดว่าจะได้คุย ได้ความตื้นตันใจเมื่อเห็นคนเกินครึ่งบนรถประจำทางใส่เสื้อเหลืองทุกๆวันจันทร์ ได้พบความเปลียนแปลงและสถานการณ์ต่างๆมากมาย ฤดูใบไม้ร่วงนี้ เมื่อได้กลับมาเหยียบย่ำแผ่นดินของประเทศมหาอำนาจนี้อีกครั้ง ผมได้สัมผัสป่าสนอันสวยงามและรื่นรมย์..... แต่เพิ่งถูกฟื้นฟูมาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของต้นสนขาวสูงหลายสิบเมตร........แต่มันไม่มีความหมายอะไรกับผม ได้สัมผัสความเย็นของน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก........แต่ก็เย็นเกินไปที่จะลงไปดำว่าย ได้คุยกับผู้คนมากมาย หลากหลายภาษา.......แต่ก็ไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา ได้มีความสุขที่เห็นคนมากมาย ทำกิจกรรมเพื่อสังคม......แต่ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีความสุข ได้พบความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ต่างๆมากมายเช่นกัน ผมมีความสุขที่ได้อยู่ ณ ที่นีื เพราะผมเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น แต่ผมอาจจะไม่ได้มีความสุขมากในฤดูร้อนที่ผ่านมา เพราะว่ารู้สึกเสียดายว่าเวลามันช่างน้อยเกินเหลือเกินที่จะได้สัมผัสคุณค่าของเมืองไทย อย่างน้อยที่สุด ผมก็รู้ว่าผมจะต้องกลับไป และ ยังมีอะไรอีกมาที่รอให้ผมกลับไปเรียนรู้ และ เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของมัน August 18 ละครเวทีเวลาราวทุ่มครึ่ง ผมและแม่ฝ่าการจราจรอันโหดร้ายย่านพระรามเก้า และก็นำตัวเองเข้ามาสู่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ เวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะเป็นการแสดงที่ผมเฝ้ารอที่จะชมมากว่าหนึ่งปีเต็ม นั่นก็คือละครเพลงชื่อดังของไทย "ทวิภพ เดอะ มิวสิคัล"
นิยายชิ้นเยี่ยมของทมยันตีชิ้นนี้ได้รับการถ่ายทอดมาสู่สายตาประชาชนในหลายรูปแล้วละครับ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และล่าสุดก็มาเป็นละครเพลง เนื้อหาความรักต่างภพ ติดแนวย้อนยุคอย่างนี้ เป็นแนวที่แฟนละครเมืองไทยรวมถึงผม พลาดไม่ได้เป็นอันขาด และก็ต้องขอบคุณทางแอ๊กแซกท์ ที่ทำให้ผมไม่ผิดหวังกับการรอคอย ด้วยความตระการตาของฉาก และการเขียนบทที่ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ เรียกเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ ได้อย่างไม่ขาดสาย ตลอดสามชั่วโมงของการแสดง และผมยังนับถือผู้อยู่เบื้องหลังการแต่งเพลงต่างๆที่ใช้ในละครนี้ ซึ่งสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม ประกอบทั้งวงดนตรีที่บรรเลงก็ทำดนตรีไทยกับสากลได้อย่างกลมกลืนและยิ่งใหญ่ เสียไปนิดที่พระเอกของเรายังพลังเสียงไม่พอที่จะสู้กับนางเอกเราได้ แต่เรื่องอื่นๆแล้วผมยกให้สิบนิ้วเลย เรียกได้ว่าคุ้มค่าบัตรเข้าชมจริงๆครับ
เป็นอันว่าประทับใจครับ เรื่องราวของชีวิตที่พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาเอกราช จะต้องเลือกระหว่างชีวิตในสองภพ การตัดสินใจที่มีค่าเทียบเท่าชีวิต เป็นเรื่องราวที่อาจจะดูเป็นเรื่องเกินจริง เหนือชีวิตธรรมดาอย่างคนเรา แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว มันก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราๆทั้งนั้นแหละครับ
มีหลายครั้งใช่ไหมครับ ที่เราจะเลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าทางไหนจะดีกว่ากัน รู้เสียแต่เพียงว่าจะต้องเลือก และบ่อยครั้ง ที่เสียใจที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว เกิดเสียดายทางเลือกที่ทิ้งไป เรื่องราวในสองภพที่เกิดขึ้นบนเวที ก็เสมือนหนึ่งโลกคู่ขนาน ที่เราพบเห็นอยู่ทุกวันนี้นี่เอง ทุกครั้งที่เราเลือกทางใดทางหนึ่ง โลกคู่ขนานก็จะเกิดขึ้นตามไปเสมอ เสียแต่ที่ว่า เราไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เลยว่า บนโลกคู่ขนานนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เพราะฉะนั้นในเมื่ออยู่ในโลกคู่ขนานไม่ได้ ก็ต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง โลกที่เราได้"เลือก"เอง แม้ว่าทางเลือกนั้นจะไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่ก็เราเองมิใช่หรือที่เลือกทางเดินเหล่านั้น แล้วเหตุใดเล่า เราจึงมานั่งเป็นทุกข์ไม่พอใจในสิ่งที่เราได้เลือกไปเอง ถ้าเราได้เลือกทางเดิน อย่างที่หัวใจเราได้บอกแล้ว ก็ไม่ควรจะไปเสียใจกับมัน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบไปเสียดายไอ้เจ้าโลกคู่ขนานนั้น ผมมักจะลืมว่าไม่ใช่เพียงแต่นักแสดงละครเวทีเท่านั้น ที่ต้องเล่นให้สมบทบาทที่ได้รับมอบหมายสดๆ โดยไม่มีการแก้ไข แต่ชีวิตของผมก็อยู่บนละครเวทีของชีวิตเหมือนกัน
ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นสดๆ และย้อนกลับมาแก้ไขตัดต่ออะไรไม่ได้อีกแล้ว
ผมจึงต้องเล่นละครเรื่องนี้ต่อไปอย่างดีที่สุดครับ
May 24 วันว่างในห้องว่างManchmal denke ich, was ich machen sollte. Ich weiß nicht. Vielleicht werde ich nie wissen. Muss ich immer was zu tun wissen? Vielleicht nicht.
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมนั่งว่างๆ อยู่ในห้องว่างๆ ที่ข้าวของถูกย้ายออกไปหมดแล้ว ผมตื่นนอนเมื่อตะวันเลยหัวไปเรียบร้อยแล้ว นั่ง กิน นอน ใช้ชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน เป็นเวลาว่างที่ผมมองหามาตลอดทั้งเทอมอันสุดแสนทรหด
แต่เมื่อมันมาถึง ผมกับรู้สึกแปลก ไม่คุ้นชินกับมันเสียอย่างนั้นแหละ
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อ่านจะนึกด่าผมอยู่ในใจว่า ว่างแล้วยังจะบ่นอีก ว่างก็พักผ่อนไปสิ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่แล้ว และผมก็ยอมรับคำตำหนิทุกชนิด ในความคิดอันไม่เป็นสารัตถะของผม แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนเคยมีความรู้สึกคล้ายๆกันใช่ไหมครับ
จากคนที่มีอะไรทำทุกวัน มีจุดมุ่งหมายว่าวันนี้ต้องทำอย่างนั้น วันพรุ่งนี้ต้องไปโน่นมานี่ กลับมาต้องนั่งเฉยๆ มาโลกและเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วรอบตัวในตารางเวลาอันเชื่องช้าของตัวเอง ตกลงว่านี่หรือคือเวลาว่างที่เราเฝ้าฝันมาแสนนาน
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเวลาว่างของผมนั้นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆนั้น คือ ความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำในอนาคตข้างหน้า ผมรู้เสมอว่า ผมสามารถใช้เวลาว่างเหล่านี้ในการเตรียมตัวสำหรับภารกิจในอนาคตได้ เพื่อที่ว่าในเวลาข้างหน้า จะได้ไม่ยุ่งมากเสียจนต้องคร่ำครวญหาเวลาว่างอีก แต่ยิ่งผมปล่อยเวลาว่างเหล่านี้ไปสู่การพักผ่อนมากเท่าไร กลับรู้สึกผิดมากเท่านั้น
ผมบ้างานหรือเปล่า?
ผมไม่ทราบครับ รู้แค่ว่าถ้าผมบ้างาน ป่านนี้งานผมก็เสร็จไปเยอะแล้ว ผมว่าผมคงประเภทกังวลกับงานมากกว่า เป็นพวกดีแต่กังวลแต่ไม่รู้จักทำ อันนี้ยอมรับโดยดุษฎี มันก็เลยทำให้เวลาว่างของผมช่างดูประหลาดเสียเหลือเกิน เพราะว่าชีวิตคนเรา(อย่างน้อยก็ของผม)มันเต้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบข้างไปตลอดเวลา
ผมเคยจินตนาการอยากมีเวลา"ว่าง" ที่ผมว่างจากภาระหน้าที่การงานต่างๆ ไปนั่งอยู่ริมทะเลตากอากาศนั่งทอดอารมณ์ให้ไหลไปตามคลื่นลม เวลานั้นก็คงจะดีไม่น้อย
แต่ผมก็ได้เรียนรู้จากเวลา"โคตร"ว่างของผมตอนนี้ว่า เวลาว่างที่มีคุณค่าจริงสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในการทำงาน ก็คือเวลาว่างที่ได้มาจากการทุ่มเททำงานให้เสร็จเป็นอย่างๆไป และเวลาว่างคือรางวัลสำหรับความทุ่มเทเหล่านั้น เวลาว่างเป็นเครื่องหมายความสำเร็จในการบริหารเวลาอันยอดเยี่ยมของคุณ ผมรู้สึกว่าเวลาว่างเหล่านั้นไม่เพียงแต่เติมเต็มชีวิตของคุณ มันยังช่วยย้ำเตือนด้วยว่าตัวคุณยังมีคุณค่าต่อคนรอบข้างคุณ
ถ้าวันนี้คุณเหนื่อยล้า รู้สึกว่าเวลาว่างไม่เคยเป็นของคุณเลยแม้แต่วินาทีเดียวเลย ขอให้รู้ไว้เถิดครับว่า ชีวิตของคุณยังมีค่า มีเป้าหมายที่คุณวิ่งเข้าหา ตัวคุณยังมีประโยชน์แก่ผู้คุณรอบข้างคุณ
และเมื่อเวลาว่างของคุณมาถึง มันจะมีความหมายมากมายกว่าเวลาว่างของคนไร้ประโยชน์อย่างผมทีเดียวละครับ May 20 จบปีผมเคยนึกสงสัยว่า สีขาวนี่มันมีพลังอย่างไรหนอ จนกระทั่งตอนนี้ผนังสี่ด้านของห้องผมกลายเป็นสีขาวสนิท หลังจากที่ถูกปกคลุมด้วยโปสเตอร์และรูปภาพมานานนับปี ความขาวโล่งของมันทำให้ผมใจหายไม่น้อย
ผมกำลังจะย้ายออกแล้วครับ
ไม่ได้โดนไล่ออกจากโรงเรียน หรือว่าไปทำความเสียหายให้กับทางมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งชีวิตแสนเศร้าของเด็กหอที่ต้องย้ายเข้าย้ายออกมันทุกปี ปีหน้าห้องผมก็จะตกไปเป็นของสาวๆปีหนึ่ง ที่แห่มาดูห้องกันตั้งแต่เสียไก่โห่ แล้วก็เศร้าใจในความรกรุงรังของชายโสดสองคนเจ้าของห้องปัจจุบัน
เก่าไปใหม่มาเป็นเรื่องธรรมดา
หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก มีเรื่องราวต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งดีและไม่ดี แม้ว่าชีวิตจะลิขิตได้ แต่บางอย่างก็เลือกไม่ได้ สงสัยจะเป็นกรรมเก่าที่ไปทำกับใครเค้าไว้แต่ชาติปางไหน อย่างไรก็ดี มันก็น่าชื่นใจเหมือนกัน ที่อย่างน้อยก็นำชีวิตตัวเองรอดพ้นทุกๆอย่างมาได้
จบปีนี้ นักเรียนปีสี่ก็จะออกจากมหาลัยไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง ปล่อยปีอื่นๆต้องนั่งเรียนกันต่อไป ความพิเศษของมหาวิทยาลัยที่นี่ก็คือนักเรียนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ในมหาวิทยาลัย และแต่ละชั้นปีก็อยู่ปนๆกัน (ยกเว้นปีหนึ่งที่มีหอต่างหาก) ทำให้เกิดความผูกผันในกลุ่มนักเรียนอย่างไม่น่าเชื่อ สุดสัปดาห์ต่างก็มีงานเฮฮาสังสรรค์ในห้องพักรอบมหาวิทยาลัย จึงไม่แปลกถ้าพี่ใหญ่อย่างปีสี่จะจากไป ก็คงแปลกไปเหมือนกัน เพื่อนผมหลายคนก็จบการศึกษาในปีนี้ เด็กปีสองบางคนก็ไปเรียนต่างประเทศปีหน้า หรือบางคนก็ไปเรียนต่างมหาลัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ส่วนผมก็คงจะอยู่นี่ต่อไป เป็นเด็กปีสามเฝ้าโรงเรียน
ตอนเรียนๆอยู่ เคยถามตัวเองไหมครับว่าเรียนไปทำไม เรียนแล้วได้อะไรขึ้นมา ตัวเราฉลาดขึ้นไหม เรื่องอะไรเราต้องมานั่งเหนื่อยทุกๆวันอย่างนี้ด้วย คำตอบของเรียนไปทำไมก็คงหาไม่ยาก เพราะว่าที่เราเรียนนี้ก็เพื่อให้วุฒิมาประกอบการหางานทีมันดีๆหน่อย แต่อาจจะตอบไม่ง่ายหนักสำหรับคำถาม เรียนแล้วได้อะไรบ้าง ได้พัฒนาตัวเองไหม มีคนหลายคนถกเถียงกันว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีประโยชน์ในวิชาชีพมากน้อยแค่ไหนกันเชียว ใบปริญญากับทรานสคริปต์ชี้ค่าของตัวคุณได้มากน้อยเพียงไร
ผมก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้คือ การที่เราพยายามเปิดหัวสมอง เปิดใจให้รับสิ่งใหม่ๆที่มา ทุกอย่างก็เป็นความรู้ได้ทั้งนั้น เรื่องที่เราเรียน เรื่องตลกที่อาจารย์เล่าเปลี่ยนบรรยากาศ เรื่องซุบซิบนินทาในหมู่เพื่อนฝูง งานสังสรรค์วันหยุด บรรยากาศรอบๆโรงเรียน ล้วนให้ความรู้แก่เราทั้งสิ้น เราอาจจะไม่สังเกตว่าชีวิตของเราเปลี่ยนไปทุกวันที่มีประสบการณ์มากขึ้น พูดคุยกับคนมากขึ้น ได้เห็นความแตกต่างเปลี่ยนไปของโลกมากขึ้น ผมว่านั่นแหละครับคือประสบการณ์ที่อย่างน้อยที่สุดควรจะได้จากวุฒิมหาวิทยาลัย
ถามตัวผมเองว่า แล้วคุณละได้ความรู้เหล่านั้นมากพอหรือยัง ผมก็คงตอบว่าไม่ เพราะตราบใดที่โลกยังหมุนและผมยังหมุนไปกับโลก คงไม่มีวันหยุดเรียนเรื่องราวของโลกรอบข้างผมได้ การเรียนจบมันเป็นเพียงจุดๆที่สังคมสร้างขึ้น บอกว่าคุณมีความรู้ วุฒิภาวะมากพอที่จะก้าวไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้ข้อสอบ หรือ อาจารย์เป็นตัวชี้วัดคุณ เป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า ชีวิต อย่างแท้จริง
ขอให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน ทุกระดับการศึกษา โชคดีและประสบความสำเร็จกับชีวิตใหม่ที่กำลังจะมาถึงครับ April 22 มีปัญหาดีกว่าไหมอีกครั้งที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง จากฤดูหนาวที่ขาวโพลนกับอากาศอันแปรปรวน สู่สายฝนที่อุ่นบ้างไม่อุ่นบ้างมาขับไล่ความหนาวออกไป ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ทิ้งใบไปเมื่อหลายเดือนก่อน ก็เริ่มที่จะขยับขยายแตกยอดสีเขียวอ่อนให้ได้ชื่นชมกันบ้างแล้ว
ในเมื่อธรรมชาติยังเปลี่ยนแปลง และคนตาดำอย่างเราที่(ไม่รู้ตัวว่า)เป็นทาสของธรรมชาติ จะไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
เสียอย่างเดียวว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ทั้งดีและร้าย และบางครั้งก็ย้อนกลับไม่ได้
มานั่งนึกๆนะครับว่าเวลาผ่านไปวันหนึ่งๆนี้ เราได้ทำอะไรไปบ้างที่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปพร้อมๆกับธรรมชาติและความเป็นจริงของอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งแย่ เพราะก็เล็งเห็นแต่การเปลี่ยนแปลงในด้านที่เลวลง
การที่เราโตขึ้น มักทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอำนาจเพียงพอในการควบคุมตัวเอง ทำให้รู้สึกว่ามีวิจารณญาณเพียงพอในการตัดสินใจ รู้ว่าอะไรดีไม่ดี หรือถึงรู้ว่าทำอะไรไม่ดี ก็คอยบอกตัวเองว่า เราโตแล้วควบคุมตัวเองได้
จริงหรือเปล่า?
หรือว่าเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองโตแล้ว
คงต้องทนผมหน่อยละครับ ถ้าผมเขียนเรื่องเด็กกับผู้ใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันเป็นสิ่งที่ผมคิดและคิดจนกลายเป็นความกังวล มันไม่น่ากลัวหรือครับเพราะในไม่กี่ชั่วยามนี้ ผู้คนจะเรียกเราว่าผู้ใหญ่ ขณะที่ตัวเราอาจจะไม่ได้เป็นด้วยซ้ำ
ผมลองย้อนคิดกลับไปว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง สมบูรณ์ กล้าที่จะเผชิญปัญหาทุกอย่างได้นั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ผมเลยสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่าระหว่างการเติบโตมานี้เราควรเผชิญปัญหาและความยากลำบาก ความชั่ว บ้างหรือไม่
คำตอบแว้บแรกอาจจะเป็น ก็ต้องสิ ไม่งั้นจะรู้จักชีวิตได้ไง ต้องผ่านอะไรมาบ้าง จะได้ลองผิดลองถูก เลือกทางด้วยตัวเอง
ลองคิดอีกทีนะครับในฐานะตัวเองเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณกล้าให้ลูกหลานคุณเรียนรู้ด้วยวิธีนี้หรือเปล่าครับ กล้าที่จะให้เขาต้องสัมผัสกับความขมขื่นในชีวิต ให้เรียนรู้ความลำบาก ให้ตกอยู่สถานการณ์อันล่อแหลมต่อศีลธรรม เพียงเผื่อที่จะให้เข้าเรียนรู้และเอาชนะมันได้เอง
หรือว่าจะเก็บพวกเขาไว้เป็นผ้าขาวและเป็นผู้ใหญ่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตใจใสสะอาด ปราศจากเรื่องชั่วร้าย
ผมตอบไม่ได้นะครับเนี่ย
เหตุการณ์ในการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต ช่วงที่หนักๆอาจจะเป็นช่วงวัยรุ่นที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่อย่างที่เราเห็นนะครับ ว่าวัยรุ่นหลายคนไม่สามารถเอาชนะปัญหาในจุดนั้นและหลุดรอดออกมาเป็นผู้ใหญ่ได้ บางคนจมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ตกนะจุดนั้นและก็เสียผู้เสียคนไป
มีสักกี่คนเชียวคนที่เอาตัวรอดจากตรงนั้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราเห็นกันตามนิยาย
แต่ในขณะเดียวกัน มีคนที่ประสบความสำเร็จสักที่คนที่ไม่เคยประสบปัญหาในชีวิต ไม่เคยรู้สึกกดดัน ไม่เคยรู้สึกท้าทายโดยอำนาจฝ่ายมืด เคยแต่อยู่ในโลกที่สุขสวยงาม
แล้วเราจะไปทางไหนดีละครับ
ความจริงอย่างหนึ่งคือ ความทุกข์ ความไม่สบายใจ ความลำบาก เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แม้คุณจะเกิดมาสบายร่ำรวย คุณก็มีความทุกข์ในแบบของคุณอยู่ดี (อย่างเช่น ทำไมไม่ได้ไปเที่ยวนะ ขณะที่คนอื่นอาจจะบ่นว่า ทำไมไม่มีข้าวกิน) คุณอาจจะเกลียดมัน ไม่อยากเจอกับมัน อยากจะวิ่งหนีไปเสีย แต่ไม่ใช่เพราะมันหรือครับ ที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้นมาได้
มีคำกล่าวหนึ่งที่ผมได้ยินมานานแล้วว่า "That which does not kill you makes you stronger" อะไรที่ทำให้คุณไม่ตาย(แต่เกือบตาย)จะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น
ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือเปล่า แต่ว่าคนที่จะแก้ปัญหาได้ดีกว่า ย่อมเป็นคนที่ผ่านปัญหานั้นมาแล้ว คนที่ไม่เคยพบกับมัน ก็จะไม่เข้าใจมัน และอาจจะแก้มันได้ไม่ดีเท่ากับคนที่เอาชนะมันมาก่อน
ถ้าอย่างนี้แล้ว คุณเริ่มอยากมีปัญหากับเขาบ้างหรือยังครับ April 07 เมื่อผมโตขึ้นเมื่อตอนเราเป็นเด็กกันนั้น พวกเราก็อาจจะคิดบ่อยๆว่าเมื่อไรหนอ เราจะโตเป็นผู้ใหญ่สักที เป็นเด็กออกจะน่าเบื่อ ทำโน่นทำนี่ก็ไม่ได้ ต้องรอเป็นผู้ใหญ่ก่อน เวลาเรามองรุ่นพี่ตัวโตๆในโรงเรียนก็นึกในใจว่า เมื่อไรหนอเราจะตัวโตสูงใหญ่อย่างนั้นบ้าง เราจะได้ทำอะไรเองได้เสียที ไม่ต้องพึ่งพิงใคร
แต่เมื่อเวลามาถึง พวกเราหลายคนรวมถึงตัวผมเอง เราต่างก็คิดถึงเวลาที่พวกเราเป็นเด็กกัน ชีวิตที่แสนอิสระ ไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องคิดถึงใคร ไม่ต้องดูแลใคร แม้แต่ตัวเอง ยิ่งเวลาที่ภาระถาโถมคนวัยเรียนวัยทำงานอย่างพวกเรา ก็นึกอิจฉาเด็กๆที่วิ่งเล่นไปมาไม่ได้
สรุปว่าเราจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ดีละครับ?
ในห้องเรียนวิชาเยอรมัน ผมได้มีโอกาสอ่านบทความอันหนึ่งเป็นเรื่องสั้นที่แต่งขึ้น โดยตอนที่นำมาเรียนนี้เป็นจดหมายที่ลูกชายที่ย้ายไปอยู่อเมริกาเขียนถึงแม่ตัวเองที่ยังอยู่ในเยอรมัน ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายเขียนว่า "Jung ist jung, und Alt is alt." แปลให้เข้ากับสำนวนไทยเล็กน้อยก็จะได้ประมาณว่า "เด็กก็คือเด็ก แก่ก็ส่วนแก่" ซึ่งฟังดูอาจจะโหดร้ายไปหน่อย แต่ว่ามันก็มีเค้าความจริงอยู่บ้างใช่ไหมละครับ
เด็กก็คือเด็ก เข้าใจเด็ก และไม่เข้าใจความแก่ชรา
และคนแก่ ก็คือคนแก่ แม้จะผ่านวัยเด็กมา แต่ว่าก็ไม่สามารถเข้าใจเด็กอย่างที่เด็กเข้าใจตัวเองได้
ผมเคยคิดเหมือนกันว่าที่จริงแล้ว ผู้ใหญ่ดีกว่าเด็กจริงหรือไม่ เพราะว่าเด็กเค้าก็มีประสบการณ์ของเขาเอง มีโลกและปัญหาที่ต้องประสบแตกต่างไปจากโลกของผู้ใหญ่ ไม่แน่ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าเด็กทำอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ดี อาจจะไม่ใช่ปัญหาของเด็กก็ได้ แต่อาจจะเป็นปัญหาของผู้ใหญ่เองที่เอามาตรฐานตัวเองเข้าไปตัดสินเด็ก
ผมไม่ได้เขียนเข้าข้างเด็กนะครับ เพราะตัวเองก็มีอายุไม่น้อยแล้ว
แต่อายุก็เป็นเพียงตัวเองจริงๆแหละครับ
ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่อยากแก่ แต่ว่าผมรู้สึกได้ว่ายิ่งแก่ขึ้นเท่าไร ไอ้ความเป็นเด็กในตัวผมก็ยิ่งออกมาวิ่งเล่นมากเท่านั้น ผมก็เลยแค่สงสัยว่าตกลงแล้ว ตัวเองทำตัวเป็นเด็ก หรือ ว่าไอ้ความที่เราพยายามจะเป็นผู้ใหญ่มันทำให้เราเห็นตัวเองเป็นเด็ก
ทีนี่คุณกวาง เอบีนอมอลก็อาจจะถามผมว่า "เด็กกว่าแล้วไง" อีก ผมก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีหรอกครับการเป็นเด็กเนี่ย แต่ว่าผมเลือกไม่ได้นี่ครับว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ในเมื่อร่างกายผมมันก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน มันก็ต้องกลายเป็นผู้ใหญ่ในทางชีววิทยาอยู่ดี
ผมรู้แหละครับว่า เราก็ไม่ควรให้มาตรฐานของอะไร หรือ ของใครมาตัดสินว่าเราจะเป็นอะไร แต่ว่าผมเองก็ปรารถนาที่จะเห็นตัวเองมีวุฒิภาวะไปกับอายุของตัวเอง และผมก็ยังไม่คิดที่จะทิ้งโลกอันวุ่นวายไปหาโลกแห่งธรรมอันสุขสงบกว่า ดังนั้นการที่เราแก่ตัวลงนั้น ก็ย่อมได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติของการเป็นผู้ใหญ่ไปโดยปริยาย ผมจึงได้แต่ถอดถอนใจและต้องเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่เสียที
ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าผู้ใหญ่เขาเป็นกันอย่างไร
แต่ที่รู้ก็คือว่าผมยังเป็นเด็กของใครๆเสมอ March 25 ล่ามเมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเมืองไทยเป็นเวลาสองอาทิตย์ ต้องขอโทษเพื่อนหลายๆคนที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าจะไป เพราะว่าการกลับบ้านครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา ผมมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างออกไป
ผมไปเป็นล่ามครับ
ผมได้มีโอกาสมาเมืองไทย กับเพื่อนๆอีกสิบคน เพื่อมาทำงานอาสาสมัครในช่วงปิดเทอมสั้นๆนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนี้จะมาทำงานอาสาสมัครในเมืองไทยได้อย่างไร ในเมื่อภาษาไทยก็พูดไม่ได้
นั่นละครับงานผมเลย
ผมในฐานะเจ้าของบ้าน และเจ้าของภาษามีหน้าที่แปลภาษาไทยบ้านเราให้เป็นภาษาฝรั่งที่เข้าใจ เข้าใจมากพอที่จะปฎิบัติงานตามที่เขาต้องการได้ ฟังดูแล้วก็เป็นงานที่ตรงไปตรงมา ถ้ารู้สองภาษาก็น่าจะทำได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต้องไม่ลืมว่าภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมด้วย
และวัฒนธรรมนี่แหละครับเป็นสิ่งที่ยากในการแปล
หน้าที่เพิ่มเติมของผมคือการอธิบายสิ่งที่ต่างๆที่อเมริกันชนเห็นหรือต้องการจะรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ความแตกต่างจากบ้านเมืองของเขา สิ่งละอันพันละน้อยที่คนไทยอย่างเราอาจจะไม่ได้ระแวดระวัง ก็เป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของฝรั่งได้ เหมือนกับที่เราว่าฝรั่งทำอย่างโน้นอย่างนี้ประหลาดนั่นแหละครับ งานจุดนี้เป็นงานที่ผมคิดว่าเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่ง เพราะการแปลและตีความของเราจะเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาจะเข้าใจในประเทศของเรา
ผมก็ได้แต่หวังว่างานของผมคงช่วยให้พวกเขาเข้าใจบ้านเราดีขึ้นไม่มากก็น้อย
แต่การทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาและวัฒนธรรมก็ช่วยให้ผมมองตัวเองได้ชัดขึ้น ในฐานะคนที่อยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม เพราะการทำงานในหน้าที่คือการยืนอยู่ในวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ต้องทำตัวให้เข้าหากับทั้งสองวัฒนธรรม มันเป็นการบังคับให้ผม"เลือก"ตำแหน่งของตัวเอง ในวัฒนธรรมทั้งสอง เป็นการบังคับให้ผมแสดงความเป็นคนไทยในบริบทของชาวตะวันตก และเป็นการบังคับให้ผมเรียนรู้ที่จะไกล่เกลี่ยความแตกต่างของวัฒนธรรม มากกว่าที่จะเลือกปฎิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ผมก็ยังไม่แน่ใจหรอกครับว่า ผมได้เลือกตำแหน่งของผมหรือยัง
แต่ที่แน่ๆคือการทำงานเป็นล่าม ณ จุดนั้น ได้หยิบยื่นประเด็นให้ผมเริ่มคิด
โลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่ผมยังไม่เข้าใจ และคงหาจะล่ามที่ให้มาแปลให้ก็คงจะไม่ได้ February 14 โคควายโคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี
โคลงข้างบนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโคลงโลกนิติ ที่พยายามนำเอาคำสอนและข้อคิดต่างๆมาผูกเป็นร้อยกรองให้ได้จดจำกัน เอาไว้เป็นคติเตือนใจ ผมเองก็จำได้แค่บาทสองบาทแรกก็ต้องไปนั่งหาบาทที่สามที่สี่มาเปิดดูกัน
ผมนึกถึงโคลงนี้เพียงเพราะบาทแรกของโคลงเท่านั้น บาทนี้ทำให้เราเห็นค่านิยมของคนไทยหลายอย่าง
หนึ่ง โคควายเป็นสัตว์ที่ไม่มีความสามารถอย่างอื่น เรียกสั้นๆว่าโง่ แม้จะโง่อย่างนี้ ตายไปก็ยังมีค่าเป็นเขาหนัง
สอง โคควาย เป็นสิ่งที่มีพระคุณต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก ยามอยู่ก็ให้ใช้แรงงาน ยามตายก็ทิ้งเขาหนังเนื้อไว้ให้เราใช้
ไม่ว่าคำจำกัดความของ โคควาย ของคุณจะเป็นเช่นไร ผมก็ขอยืนยันว่าอย่างน้อย โคควายมันก็ทำงานของมันด้วยกำลังของมัน
จริงอยู่ที่เราจะต้องใช้กำลังขัดขืนให้มันทำงาน แต่ร้อยละมากกว่าเก้าสิบก็เป็นเราที่เอาชนะมันได้ และมันก็ทำงานให้กับเรา
ผมจึงนึกขึ้นได้ ใจของเราแท้ๆยังไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองให้ทำงานได้อย่างที่ตัวเองปรารถนา แม้ว่ามวลสมองต่อปริมาตรร่างกายจะมากกว่าควายหลายเท่านัก
ดูเหมือนว่าจะช่วยอะไรได้ไม่มาก
และก็คงจะดูถูก "โคควาย" ไม่ได้อีกต่อไป
มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมได้พบก่อนเดินทางมาเรียนต่อ ท่านบอกว่า "วัยรุ่นสมัยนี้นะ ขออย่างเดียว ทำอะไรให้จดจ่อ ให้ใจนิ่งๆนะทำให้เสร็จเป็นอย่างๆไป ทำได้แค่เนี้ย พอแล้ว" ผมคิดว่าผมเข้าใจในคำพูดของท่าน แต่ผมเพิ่งรู้ว่าผมก็ได้สักแต่เข้าใจไม่ได้นำมาปฎิบัติอย่างจริงจัง
นี่เป็นข้อเสียของการแบกสมองไว้คิดอย่างเดียวหรือเปล่า?
ผมเลยเข้าใจ(อีกครั้ง) ว่าสติปัญญาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้นแต่อย่างไร หากสติปัญญา(ทางโลก)เหล่านั้นไม่ได้อบรม "จิตใจ" ให้เป็นระเบียบและเข้มแข็ง
ในโลกแห่งความรู้ ผมได้เรียนความหมายของชีวิตในฐานะมนุษย์ที่มีหน้าที่หลายอย่างบนโลก แต่ผมลืมที่จะฝึกปฎิบัติหน้าที่ของตัวเองในฐานะมนุษย์ที่พร้อมจะรองรับความหมายเหล่านั้น
คงต้องปิดท้ายด้วยประโยคเด็ดจากหนัง Spider Man II ที่ว่า "With great power comes great responsibility"
ไม่มีใครหรอกครับที่ได้อำนาจที่แท้จริง โดยปราศจากความรับผิดชอบ
และคุณก็ไม่ต้องมีอำนาจเหนือผู้คนทั้งโลก หรือ จำนวนมากถึง ๑๙ ล้านคน
แค่มีความรับผิดชอบต่อคนคนเดียวที่คุณเห็นในกระจกก็มากเกินพอแล้วครับ January 29 ชีวิตอยู่กับความหวังเปิดเทอมใหม่นี้ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Reviving Ophelia เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาวที่ต้องผ่านชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถูกแรงกดดันจากสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ อันได้แก่ การติดยาเสพติด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งท้อง และอื่นๆอีกมากมาย
ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นสาเหตุต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนของสรีระร่างกาย หรือสังคมรอบข้างที่คาดหวังให้ผู้หญิงเป็นคนที่มีบุคลิกขัดแย้ง เช่น ต้องสวยเซ็กซี่ แต่ไม่ยั่วยวน ต้องฉะฉาน แต่ไม่พูดมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กสาวส่วนใหญ่ ตกหลุมพรางของสังคมและทอดทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง ไปสู่ความเป็นตัวของคนอื่น
แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า หญิงสาวเหล่านี้ยอมเปลี่ยนตัวเอง แต่ไร้ซึ่งจุดมุ่งหมายในชีวิต รู้แต่เพียงว่าวันนี้ดิฉันจะต้องทำให้สังคมยอมรับให้ได้
ชีวิตที่ปราศจากจุดมุ่งหมายและความหวัง เปรียบเสมือนเรือไร้หางเสือ และชีวิตที่ปราศจากความหวัง ก็เหมือนท้องน้ำที่ไร้ลม จะทำอย่างไรเรือก็ไม่ไป ผมจึงคิดว่า จุดมุ่งหมายและความหวังมันต้องไปพร้อมๆกัน
บางคนมีจุดมุ่งหมายอันสูงส่ง ต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งที่แลดูห่างไกล ทำให้เขาอาจจะขาดความหวัง มันก็ไม่มีตัวผลักดันไปสู่จุดหมายได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้ามัวแต่เฝ้าหวังอยากได้นั่นได้นี่ แต่ไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ตรงไหนก็คงจะเดินไปสะเปะสะปะไม่ถูกทาง
ผมเปิดเทอมใหม่นี้ด้วยความหวังและกำลังใจ แม้หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาจะบอกผมว่า ท้องน้ำแห่งภาคการศึกษานี้จะเต็มไปด้วยพายุฝน คลื่นลมแรง ก็ได้แต่หวังว่าจุดหมายและความหวังที่มีอยู่นะขณะนี้จะพามันผ่านพ้นไป
ทุกวันนี้เหม่อมองไปในทะเล ก็จะเห็นแต่คลื่นลมแปรปรวน ทำเอาเรือน้อยใหญ่พัดกันไปไม่ถูกทิศถูกทาง แต่มีเรือบางลำเท่านั้นที่สามารถควบคุมทิศทางลม และสามารถนำเรือมาสู่ฝั่งได้ เฉกเช่นเดียวกัน มีคนไม่มากหรอกครับ ที่จะสามารถตั้งมั่นในจุดหมายของตน และรู้วิธีการที่จะแปรเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาสสู่เป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ประสบการณ์เป็นผู้คอยสั่งสอน
และนักเดินเรืออย่างผม ยังมีบทเรียนเกี่ยวกับทะเลทีต้องเรียนอีกเยอะครับ
January 16 แด่ผู้คนในชีวิตของผมเวลาก็ผ่านไปอีกปีแล้ว พร้อมกับเวลาที่หมดไปอย่างรวดเร็วจนผมแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเดินทางมาได้ไกลขนาดนี้ จากวันแรกที่ประหม่าและหวาดกลัวกับสิ่งรอบข้าง มาถึงวันที่เดินอย่างมั่นใจและมองเห็นทางข้างหน้า ผมได้รู้จักคนใหม่ๆมากขึ้น แม้ว่าจะต้องห่างจากคนที่เรามักคุ้นกันไปบ้าง แต่ผมก็คิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับชีวิตของผม เป็นประสบการณ์ที่จะเตรียมพร้อมให้ผมพบเจอกับวันข้างหน้า
เพราะตราบใดเรายังปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เราก็ต้องอยู่ร่วมกับคนหลากหลายแบบได้
เรื่องราวของการรู้จักคนนั้นเป็นสิ่งน่าสนใจ เริ่มจากการที่เรารู้จักแต่พ่อ แม่ และคนอื่นๆที่เลี้ยงดูเรามา เริ่มรู้จักญาติ เพื่อนข้างบ้าน เพื่อนเล่นในซอย เพื่อนที่โรงเรียน และ คนอื่นๆอีกมากมาย เราเริ่มจากไม่รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับตัวคนคนนั้น ค่อยๆเรียนรู้ชื่อเสียงเรียงนาม แล้วก็คบหากันจนรู้จักมักคุ้น ไว้วางใจกัน หรือบางคนเมื่อเรียนรู้กันกลับเป็นรังเกียจไปเสียดาย
เรื่องราวของความสัมพันธ์ทำให้ผมประหลาดใจได้เสมอ
ผมมีเพื่อนหลายคน ที่คนอื่นมองว่าแปลก ผมคบเข้าไปได้อย่างไร ทั้งที่ผมแทบจะมองไม่เห็นเลยว่าคนคนนั้นจะเสียหายอย่างไร จนกระทั่งได้ยินจากเพื่อนคนอื่นๆว่า เพื่อนผมไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมที่เลือกทำตามสิ่งคนส่วนใหญ่อยากให้ผมทำกับเพื่อนของผม
เพราะในเมื่อผมเลือกเขามาเป็นเพื่อนแล้ว ทำไมผมจะไม่ไว้ใจการตัดสินใจของตัวเองละครับ
ผมมีเพื่อนที่รู้จักอาจจะมาก แต่เพื่อนที่ผมสนิทใจด้วยนั้นมีกี่คน ผมไม่หวังให้เขาเหล่านั้นมาเป็นเพื่อนตายอะไรขนาดนั้น แต่เป็นเพื่อนที่ผมให้ความรู้สึกเป็นห่วงในชีวิตความเป็นอยู่ของเขามากกว่าคนอื่น เป็นคนที่เราเป็นเดือดเป็นร้อนให้เขาไปด้วย แต่ผมยอมให้ความรู้สึกดีๆของผมไปสู่เขาฝ่ายเดียว โดยไม่เรียกร้องความรู้สึกดีๆแบบเดียวกันกลับคืนมา
เวลาที่เพื่อนเป็นทุกข์ เพื่อนอย่างผมก็รู้สึกไม่สบายใจไปด้วย ถ้าคนเหล่านั้นไม่สามารถทำให้จิตใจคลายโศกเศร้าได้ ก็อยากให้รู้ไว้ว่าคุณกำลังทำให้เพื่อนรักของคุณเจ็บไปด้วย
เป็นเหตุผลเพียงพอไหมครับ ที่จะทำให้เพื่อนของคุณมีความสุข เมื่อเห็นคุณมีความสุข
คงไม่เป็นการเรียกร้องมากเกินไปใช่ไหมครับ สำหรับเพื่อนผู้อยากให้คนรอบข้างมีความสุข
ผมปรารถนาให้ทุกคนเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ที่หลบเลี่ยงไม่ได้ เลือกมองมันอย่างเข้าใจ และทำจิตใจให้เบิกบานจะดีกว่าครับ
อย่างน้อยให้คนอย่างผม มองพวกคุณทุกคนอย่างมีความสุขครับ December 10 กระจกเดินได้เผลอแว้บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเดือนธันวาคมแล้ว ที่นี่ก็เป็นทั้งฤดูกาลสอบและเทศกาลวันหยุดในเวลาเดียวกัน ก็เลยทำให้เดือนนี้เป็นเดือนที่พิเศษกว่าเดือนอื่นๆ เพราะเป็นเวลาที่คนหลายคนสามารถสัมผัสความทุกข์และความสุขในเวลาเดียวกัน
แล้วก็เรียนรู้ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน
เวลาล่วงเลยมาเกือบสองสามปีแล้วที่ผมมาใช้ชีวิตที่นี่ หลายสิ่งหลายอย่างมันก็ค่อยๆเข้าที่เข้าทางของมัน หรืออาจจะเป็นเพราะผมค่อยๆชินกับไปเองผมเองก็ตอบไม่ได้ มีหลายสิ่งที่แตกต่างจากบ้านเรา แต่บางอย่างผมก็พบว่ามันเป็นธรรมชาติของคนทุกชนชาติไปเสียแล้ว
เมื่อหลายวันก่อนผมได้เดินออกจากห้องเรียนตามปกติ เว้นเสียแต่ว่าวันนี้ผมไม่ต้องวิ่งไปเรียนอีกห้องหนึ่งเพราะว่ายังมีเวลาเหลือเล็กน้อย ผมเลยค่อยๆเดินออกจากห้องอย่างไม่เร่งร้อน และก็มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนที่เรียนวิชาเดียวกันแต่ปกติเราแทบจะไม่ได้คุยกันเลย
ผมนึกเอาว่านายคนนี้คงเบื่อหน้าผมอยู่ไม่น้อย เพราะว่าภาคเรียนนี้ผมเรียนห้องเดียวกับเขาถึงสองวิชา แต่ไม่ต้องแปลกใจว่าผมจะไม่ค่อยได้พูดกับใคร มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมกำลังจะพยายามพัฒนาตัวเองให้ดูเป็นมิตรมากขึ้นกับฝรั่งมังค่า แต่ตอนนี้ยังไม่สำเร็จครับ
ผมคงไม่เล่าว่าเราคุยอะไรกันบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้คือว่า การที่คนเรารู้จักกันนั้น ไม่ได้แปลว่าเราจะรู้จักกันในแบบที่เราอยากให้เขารู้จักเรา และในทางตรงข้าม เราก็คงไม่ได้รู้จักเขาในแบบเดียวกับที่เขาอยากให้เรารู้
ในสายตาของเพื่อนคนนั้น ผมเป็นไอ้เด็กบ้าเรียนอ่านหนังสือวิชาเคมีสัปดาห์ละสิบชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ และคงเป็นพวกเก็บตัวรังเกียจสังคม เขาไม่ได้ว่าผมออกมาตรงๆหรอกนะครับและผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายด้วย แต่มันเป็นความจริงที่ผมสัมผัสได้
สำหรับคนที่"รู้จัก"ผม คุณคิดว่าผมเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าละครับ
ผมไม่หวังจะเห็นคำตอบที่เป็นเอกฉันท์ แต่ผมเริ่มเข้าใจว่า บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น สิ่งที่เรามองเห็นตัวเองในกระจกแผ่นแบนๆ มันไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับกระจกคิดกับคนที่หน้ากระจกเสมอไป หากว่ากระจกในห้องผมมันพูดได้มันก็คงบอกผมอย่างนี้เหมือนกัน
บางครั้งเราคิดว่าเราเข้าใจตัวเอง เราจริงใจกับคนรอบข้าง โดยหวังว่าเขาจะ"รู้จัก"เราอย่างที่เราเป็น แต่การมาอยู่ที่นี่ การที่มีระยะห่างระหว่างผู้คนมากขึ้น ทำให้ผมเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่ "กระจกเดินได้" เหล่านั้นเห็น
ผมนึกเศร้าใจอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน ที่ผู้คนมองเราในมุมที่เราไม่อยากจะเป็น แต่กระจกก็คือกระจกอยู่ดีละครับ สิ่งที่มันเห็นก็คือสิ่งที่มันเข้าใจ เช่นเดียวกัน ผมคงไม่ไปเที่ยวบอกใครๆว่าผมเป็นอย่างไร และพยามทำให้เขาคิดว่าผมเป็นอย่างนั้น เพราะมันก็ไม่ทำให้เขา"รู้จัก"ดีขึ้นหรอกครับ
ใครจะมองผมเป็นอย่างไร ผมก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ ผมสามารถเป็นทุกสิ่งที่ "กระจก" ของผมต้องการให้ผมเป็น
ผมไม่โทษกระจกบางบานที่มีความคิดคับแคบและมองโลกในแง่ร้าย เพราะนั่นก็เป็นหน้าที่ของกระจกแต่ละบานที่สะท้อนตัวผมได้ต่างกันไป ผมยอมรับมุมมองจากกระจกเพื่อที่ผมจะได้เข้าใจ"ภาพ"ของผมที่ปรากฎบนโลกยุ่งๆใบนี้ได้ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณกระจกทุกบาน ที่ทำหน้าที่ในการสั่งสอนผมเสมอมา
December 01 นักโทษชื่อ การศึกษาผมได้ยินจากเพื่อนฝูง ร่วมถึงผู้ใหญ่บางท่านวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไว้อย่างน่าสนใจว่า การศึกษาในปัจจุบันนี้สอนให้คนเชื่ออย่างที่คนอื่นเขาเชื่อๆกันมา เรียนไปแล้วไม่ได้อะไร คิดอะไรเองไม่เป็นอยู่ดี ต้องลอกชาวบ้านเขา ต้องท่องที่อาจารย์บอก เพราะอย่างงั้นเกรดจะไม่ดี จบมาแล้ว ที่เรียนมาก็ไม่ได้ใช้เลยต้องมาเรียนรู้ใหม่เอาเอง
สรุปว่าการศึกษาไม่มีอะไรดี โรงเรียน มหาวิทยาลัย ก็คงไม่ต้องมีใช่ไหมครับ เพราะเมื่อ
โรงเรียน สอนนกแก้วนกขุนทอง
มหาวิทยาลัย สอนคนให้เป็นผู้ตามไม่ใช่ผู้นำ
แต่จะมีสักกี่คนละครับที่จะกล้าปฎิเสธอำนาจของการศึกษาในฐานะใบเบิกทางแห่งอนาคตของคุณ
ผมได้แต่สงสารคุณ "การศึกษา" ที่กลายเป็นนักบุญและคนบาปในเวลาเดียวกัน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ไปคุยกับรุ่นพี่ชาวเวียดนามคนหนึ่ง พี่คนนี้เรียนจบแล้วและตอนนี้เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่แถวๆมหาวิทยาลัยผมนี้เอง พี่คนนี้บอกผมว่า "คุณไม่สามารถทำตัวในสนุกกับการเรียนได้หรอก" (You can't enjoy studying) "แต่ว่าคุณสามารถสนุกกับการเรียนรู้ได้" (but you can enjoy LEARNING)
ไม่น่าเชื่อว่า แค่เปลี่ยนคำพูดเพียงคำเดียว มุมมองของคุณก็สามารถเปลี่ยนไปได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้นถ้าจะทำให้โรงเรียนสนุก คงไม่ต้องเปลี่ยนโรงเรียน ไม่ต้องเปลี่ยนกฎหมาย ไม่ต้องเปลี่ยนหนังสือ ไม่ต้องพยายามให้"การเรียน"สนุกหรอกครับ ทำให้การเรียนเป็น"การเรียนรู้"จะดีกว่าครับ
อาจจะฟังดูไร้ความรับผิดชอบไปนิด เพราะมันพูดแล้วดูง่ายแต่ว่าไม่ได้ทำง่ายอย่างนั้น แต่ผมอยากให้มองว่า"การเรียนรู้" ไม่ได้เกิดจากการที่ครูพยายามบังคับให้เราพูด ทำรายงาน แต่อย่างใด เกิดจากตัวเองที่จะหามุมมองของสิ่งที่เราสนใจในการเรียนรู้นั้น แล้ว"เรียน"เพื่อที่จะ"รู้"มัน แล้วแรงผลักดัน ความสนุกมันก็จะตามมาเอง
การเรียนรู้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนที่ต้องมี เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีค่า แม้ว่าโลกนี้จะมีตัวตน จะจับต้องได้หรือไม่ก็ตาม การเรียนรู้ก็ทำให้เราเข้าใจสิ่งรอบข้างเราได้ดีขึ้น และการเรียนรู้นี้เองก็ค่อยๆเผยคำตอบของชีวิตที่คุณอาจจะมองหาชั่วชีวิตให้แก่คุณ สำคัญที่ว่าเราต้องเปิดใจมองโลก เรียนรู้โลก ไม่ใช่"เรียน" เพราะอาจารย์ที่ชื่อว่า โลก ไม่สามารถให้เกรดคุณได้ ไม่มีคำตอบที่ตายตัวที่คุณต้องเสแสร้งแกล้งเข้าใจ
โลกนี้เป็นของใครไม่สำคัญ ความเข้าใจต่อโลกเป็นของเรา ของเพียงแต่เรากล้าที่จะเรียนรู้มัน อย่ากลัวที่จะเห็นคำตอบที่เราคิดว่าไม่สวยงาม เพราะทุกครั้งที่เราพลาด เราก็จะเป็นอีกด้านของกระดาษคำตอบเสมอ และหลายครั้งด้านนั้นกลับเป็นด้านที่ดีสำหรับเรา
เป็นกำลังใจให้ทุกชีวิตที่พยายามจะเรียนรู้ โลก และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นักโทษชื่อการศึกษา จะขอรับกรรมต่อไปในฐานะคนที่คอยผลักดันให้ทุกคน "เรียนรู้"
November 11 เวลาที่ปลิดปลิวเวลาเราทำงานเยอะๆเนี่ย เคยคิดบ้างไหมครับว่าทำไมเราต้องทำอะไรมากมายอย่างนี้ เวลาว่างมันหายไปไหนหมดหนอ
เวลาว่างมันไม่ได้ไปไหนหรอกครับ มันก็แค่เดินเลยผ่านเราไปเท่านั้นเอง
เมื่อวานก่อนผมนั่งคุยกับเพื่อนเรื่องห้องเรื่องเวลาที่บิดได้ของคุณไอนสไตน์ ซึ่งผมก็ไม่รู้เรื่องเท่าไรหรอกครับ แต่ได้ความคิดมาว่าอะไรที่เราเคยคิดว่ามันมีรูปแบบที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปร มันอาจจะไม่จริงอีกต่อไปแล้ว
เพื่อนผมตั้งสมมติฐานว่า ถ้าเราบินไปสักที่หนึ่งด้วยความเร็วแสงได้ แล้วเวลาเกิดยืดได้จริงๆ พวกเราอาจจะคงความเป็นหนุ่มสาวกันได้ไปนานแสนนานทีเดียว ไอ้ผมเองก็นึกเถียงในใจในแง่ของเด็กชีวะ ว่าไม่ได้หรอก ยังไงร่างกายมันก็ต้องแก่เฒ่ากันไป ตามกาลเวลา ระบบต่างๆมันก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ผมก็ต้องมาจุกกับคำถามที่ว่า
แล้วกาลเวลาที่ว่ามันคืออะไรละ
ในโลกของนักฟิสิกส์(อย่างไอนสไตน์) เวลาที่เป็นของที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้ไหลไปอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพื่อนผมก็เลยมั่นใจหนักหนาว่า ในเมื่อเวลายืดได้ อายุก็ยืดได้เหมือนกัน ไอ้ผมสิ คิดให้ตาย ก็นึกไม่ออกว่าร่างกายคนเราจะรับรู้เวลาที่ยืดได้อย่างนั้นได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะมีปัญหากับการยืดของเวลาแน่นอนคือ ความคิดของคนเรา
การอยู่บนโลกนี้นานขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะมีความสุขมากขึ้น
ทุกวันนี้สังคมโลกช่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหลือเกิน จนเราเองต้องหมุนตามมันให้ทัน และรู้สึกวันๆหนึ่งน่าจะมีสักร้อยยี่สิบชั่วโมงจะได้ทำงานให้เสร็จ แล้วจะได้พักผ่อนเสียที
แต่ตราบใดที่เรามีเวลา เราก็ยังหน้าที่ต้องรับผิดชอบครับ
เวลาจะยืด หรือ จะหด ก็ไม่สำคัญ ที่แน่ๆ มันไม่หยุดนิ่งครับ มันเป็นสิ่งที่เราต้องเดินไปกับมัน เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับมันไม่ว่าจะอยากหรือไม่ก็ตาม เวลาว่างก็คือเวลาที่เราปล่อยให้ตัวเองเปลียนไปตามสภาพธรรมชาติ โดยไม่พยายามทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นบนโลกนี้
ตอนนี้ผม(ทำตัว)ว่าง เกิดนึกขึ้นได้ว่าน่าจะทำงานเหมือนกัน แต่มันก็ขี้เกียจเหลือเกิน เลยได้แต่ปล่อยให้เวลาปลิดปลิวไป กับสายลมหนาวในเดือนพฤศจิกายน
เวลาว่างของผม มักจะจบลงด้วยการจมกับห้วงความคิดต่างๆ ความกังวลกับงาน กับชีวิต กับความคาดหวังของใครต่อใคร ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าการเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่ใช่เรื่องที่ตอนเด็กๆเราใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้ใหญ่ อิสรภาพที่ได้มาก็ต้องแลกด้วยความรับผิดชอบต่อโลกกว้าง
ก็เป็นเพราะเวลานั่นแหละครับ ที่เราให้เราเติบโตขึ้น และความคิดของเราก็เปลี่ยนไป
คิดในแง่ดี เวลาที่เรามีบนโลกนี้ ยังไงก็เป็นช่วงสั้นๆอยู่ดี ผมว่ามันก็คงจะดีเหมือนกัน ที่จะปล่อยให้เวลาผ่านไป ให้ความคิดเราเปลียนไป ให้ขึ้นชื่อว่าอยู่โลกนี้ในเวลาสั้นๆ ก็ได้มีความคิดที่หลากหลาย ไม่จมปลักกับสิ่งใด
ผมดีใจที่ทุกวันนี้ ผมมองโลกต่างไปจากเดิม แม้ว่ามุมมองมันจะไม่ได้สวยงามเหมือนเราเคยเห็นมาในอดีต แต่ถ้ามันเป็นความเป็นจริงเราก็ต้องยอมรับมันต่อไป
เวลาผ่านไปยี่สิบนาที ผมแก่ขึ้นอีกแล้ว และเนื้อที่ของโลกไซเบอร์ก็ถูกใช้โดยตัวอักษรของผมอีกครั้ง
ผมได้แต่หวังว่าเวลาที่ผ่านไปทุกนาทีนั่นจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดีๆกับชีวิตของทุกๆคนครับ
October 11 ความรักของผมขออภัยกับการที่ร้างลาจากที่ว่างแห่งนี้ไปเนิ่นนาน เนื่องด้วยความขี้เกียจและปริมาณงานที่น้อยมากจนไม่มีเวลามาบ่นให้ใครได้ฟัง เวลาวันหนึ่งๆของผมก็หมดไปกับการนอน เรียน ทำการบ้าน ทำงาน กิน ทำกิจกรรม แล้วก็คุยกับเพื่อนฝูงเล็กน้อยพอเป็นกระสัย
ชีวิตที่มันเหมือนเครื่องจักร มันก็สบายดี ไม่ต้องเดือดร้อนกับความแปรปรวนของชีวิต แต่ก็ทำให้เราคิดว่าทำมันจะต้องซ้ำซากอย่างนี้ด้วย แต่ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อชีวิตมีงานที่ต้องทำแสดงว่าเราก็ยังมีคุณค่าอยู่พอสมควร
แต่ละวันของชีวิตนี้จะว่าไปมันก็เหมือนกับการทำงานของรถยนต์ ถ้าคุณไม่เติมน้ำมัน เปลี่ยนไส้กรอง เติมน้ำกลั่น มันก็ทำงานได้ไม่ดี การดำเนินชีวิตก็ย่อมต้องการอาหารให้ร่างกายมีพลังงาน ต้องการน้ำกลั่นหรือกำลังใจที่ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จไฟได้ และหัวใจมีพลัง
ที่นี้แหล่งของกำลังใจนี่สิแปลก แต่ละคนมีสูตรน้ำกลั่นของตัวเองต่างกันออกไป บางคนอาจจะใช้น้ำมันหล่อลื่นเพิ่มเติมเพื่อให้หัวใจสตาร์ทติดง่ายไม่สะดุด อย่างไรก็ตามสูตรของกำลังใจที่คนมักจะใช้กันอย่างดาษดื่นและแพร่หลายเห็นจะเป็น "ความรัก"
สำหรับผมแล้วคำนี้ฟังดูจั๊กจี๊ชะมัด แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นคำน่ารักๆธรรมดาของคนอื่นๆ ที่เสาะแสวงหาความรักมาเติมเต็มจิตใจ เป็นที่ยึดเกาะทางจิตใจ หรืออย่างอื่นใดก็ตาม ความรักจึงกลายเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตที่คนหลายคนทุ่มทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้
นิยามความรักของผมอาจจะซ้ำซากจำเจกับที่คนอื่นทั่วไปเขาพยายามพูดกัน ผมมองว่า ความรักคือความเกาะเกี่ยวของชีวิตหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง พยายามเป็นเจ้าของ พยายามปกป้อง หวงแหน เจ็บปวดเมื่อสูญเสีย มีความสุขเมื่อได้ครอบครอง แปรเปลี่ยนไปสู่ความรับผิดชอบ ที่จะต้องคอยเติมเต็มความรักให้สม่ำเสมอ
ด้วยนิยามที่ผมให้ไปแล้ว ผมจึงยังไม่คิดว่าตัวเองมีความรัก
บางคนอาจจะนึกเถียงอยู่ในใจว่า เรื่องพวกนี้มันบอกไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องของ"ใจ" แต่ผมก็ขอบอกในมุมของผมว่า ก็ผมนี้แหละถาม "ใจ"ของผมทุกครั้งที่คิดว่ามันจะเป็นความรัก แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึกดีๆที่มีให้กับคนๆหนึ่งเท่านั้นเอง ผมให้ความหมายของความรู้สึกอย่างนั้นว่า"มิตรภาพ"
ในช่วงเวลาหนึ่งๆของชีวิตผม มีคนไม่กี่คนหรอกครับที่เข้ามาทำให้ผมรู้สึกถึงคำว่า "มิตรภาพ" ซึ่งผมรู้สึกว่าการใช้คำๆนี้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ทำให้เกิดช่องว่างที่เราจะแลกเปลี่ยนความห่วงใย ความรู้สึกดีๆ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่มีความรู้สึกบีบเค้นของ"ความรัก"ที่จะต้องมาคอยทะนุถนอมและเฝ้าระวัง
ผมจึงมอง "มิตรภาพ" ด้วยความระมัดระวัง ไม่อยากที่จะสูญเสียมันไปสู่ภาพลวงตาของ ความรัก ที่ดูหอมหวลแต่ว่าเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะสูญเสีย ที่สำคัญผมสามารถสร้างมิตรภาพได้มากกว่าหนึ่งในเวลาเดียว โดยไม่ต้องอาศัยคำว่า "ชู้" "กิ๊ก" "โปร" หรือคำอธิบายความแตกต่างในระดับความรักใคร่ชอบพอ
ไม่ได้บอกให้ใครเลิกมีความรักหรอกนะครับ ความรักมันเป็นความเสี่ยง ถ้าคุณชอบความท้าทาย เสี่ยงชีวิต มันก็คงดีสำหรับคุณ สำหรับผมแล้ว ผมขอเลือกทางเดินเรียบที่ผมจะมีเวลาชื่นชมสิ่งรอบข้างอย่างสงบสุขดีกว่า
และทุกๆมิตรภาพที่ผมได้พบมาในชีวิตก็ได้กลั่นมาเป็นกำลังใจของผมในวันนี้อย่างสมบูรณ์แล้วครับ September 22 แค่อยากจะพักเวลาสิบห้าวันนี่ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ ผมนึกตกใจเหมือนกันว่าเราไม่ได้คุยกับตัวเองนานขนาดนี้เลยเหรอ เลยต้องปล่อยให้ที่ว่างแห่งนี้รกร้างไปชั่วขณะ
ที่จริงแล้วก็ได้คุยกับตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่มักจะออกไปแนวที่ว่างเดี๋ยววันนี้ต้องทำอะไรนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องทำอะไรส่ง เลยไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ การมานั่งเขียนบันทึกให้เปลืองเนื้อที่ของที่ว่างแห่งนี้ก็เป็นการช่วยให้ผมได้เรียบเรียงความคิดได้พอสมควรเหมือนกัน
การขึ้นมาเรียนชั้นปีที่สองของมหาวิทยาลัย ทำให้ผมได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเหมือนกัน นอกจากความรู้ที่มันจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นแล้ว การเรียนและกิจกรรมของผมแปรรูปไปเป็นกึ่งการทำงาน บางอย่างคือ"ความรับผิดชอบ"ไม่ใช่ความ"ชอบ" ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้วว่าเราหาอะไรที่ชอบเสียทุกอย่างไม่ได้หรอก แต่ในเมื่อภาระหน้าที่มันมีก็ต้องทำกันไป
คนเรารูปชั่วตัวดำไม่สำคัญ สำคัญที่การทำตัวเองให้มีคุณค่า
ผมมีบทสนทนาที่น่าสนใจกับเพื่อนคนหนึ่งในเรื่องคุณค่าของชีวิต เราค้นพบว่าเมื่อเวลาที่เราเหนื่อยหรือหมดกำลังใจ เรามักจะมองข้ามคุณค่าในตัวเองอยู่เสมอ ที่จริงแล้วผมก็ไม่อยากไปกำหนดคุณค่าให้กับชีวิตอะไรมากมาย เพราะทุกวันนี้โลกเรามีปัญหาเพราะว่ามนุษย์ให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไป ต่างคนอยากได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ และหลักการศาสนาพุทธก็บอกให้ละความเป็นตัวตน และมองให้เห็นความไม่มีตัวตนของตน
แต่อย่างไรเสีย ผมก็ยังถือความเป็นตัวตนของผมอยู่ ผมยังต้องการคุณค่าของชีวิต
ทุกวันนี้เวลาวันๆเลยหมดไปกับการสร้างคุณค่าให้ชีวิต โดยการศึกษาหาความรู้ พบปะผู้คน ทำงานเสริมประสบการณ์ ด้วยหวังเพียงจะเรียนรู้โลกให้มากขึ้น และให้โลกเรียนรู้เรามากขึ้น
แต่ผมกลับเหนื่อยกับการเรียนรู้ของผมครับ
ด้วยความที่เราทะยานอยากเสริมคุณค่าให้กับตัวเรา ทำให้ผมเอาใจไปอยู่ที่ปลายทาง ลืมมองไปว่าแท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ ก็การเข้าใจสิ่งที่อยู่ระหว่างทางและนำมันไปใช้สู่ปลายทาง หากเราสามารถทำใจให้สนุกกับมันได้ ความเหนื่อยล้าจากการไขว่คว้าเป้าหมายก็คงลดน้อยถอยลงไป
ผมจะไม่เหนื่อยกับมันอีก ผมจะเดินไปหามันอย่างช้าๆ อย่างที่ผมต้องการ
ผมจะแวะก้มลงมองหาเห็ดตามพงหญ้าสำหรับวิชาชีวะ จะเหม่อมองหานกกางเขนเพื่อดูตัวอย่างแห่งความอิสระ ผมจะอ่านมหาปรินิพานสูตรเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์พูด ผมจะมองหาปฎิกิริยากรดเบสที่เหมาะสมเพื่อให้ตัวเองสอบผ่านครั้งนี้ไป
ผมจะเปิดใจให้กว้างที่จะค้นหาความแตกต่างในผู้คน ผมจะฟังจะพูดในภาษาทีผมไม่เข้าใจ ผมจะมองไอแดดด้วยความชื่นชม ผมจะเดินในสายฝน นึกขอบคุณในความเย็นฉ่ำ ผมจะเดินตามกาลเวลาที่ค่อยๆหมุนผ่านไปโดยไม่วิ่งไล่มัน
และผมจะนึกถึงพวกคุณทุกคนที่ได้ทำให้ชีวิตของผมมีวันนี้ |
|
|