Ekaphan's profile- B i e r I o l O g y -PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
October 15 หาเห็ดในสายฝนเมื่อก่อนผมเคยเกลียดวันที่ฝนพรำ และคอยแต่เฝ้าบอกให้ตัวเองเชื่อว่าฝนจะนำความชุ่มชื่นกลับมาให้ชีวิตและสรรพสิ่ง และทุกอย่างที่จะดีขึ้นเมื่อฝนซา เหมือนเพลงของคุณบอย แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แค่ความคิดที่ปลอบใจตัวเองอีกต่อไปแล้วละครับ
ทุกครั้งที่ฝนตก จะยิ้มให้กับสายฝนที่นอกหน้าต่าง นึกในใจว่าวันนี้ฝนตกดีจริงๆ ข้างนอกก็เฉอะแฉะไปหมด ออกไปไหนก็ลำบาก ผมเองก็ไม่ได้ออกไปไหนหรอกครับ นอกจากนึกในใจว่า เราจะได้หาเห็ดวันพรุ่งนี้ง่ายๆหน่อย
คงสงสัยกันว่าผมจะหาเห็ดไปทำอะไรกันนักหนา เรียนตั้งที่นี่มันก็ไม่ได้ลำบากขนาดต้องเก็บเห็ดกินแทนข้าวหรอกนะครับ แต่ว่าที่นั่งเก็บอยู่นี่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของงานในวิชานิเวศวิทยานะครับ
มันเริ่มจากที่มันเป็นงาน ผมมองเห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหมายแค่ในจานอาหารเท่านั้น เห็ดที่ผมรู้จักจึงมีแต่ เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง เป็นต้นซึ่งล้วนหาเก็บได้โดยไม่ต้องรอฝนที่ร้านเอ็มเค แต่เมื่อผมได้สัมผัสกับมันจริงๆ โลกของเห็ดนี่น่ามหัศจรรย์กว่าที่ผมคิดไว้หลายเท่านัก
ตอนนี้ผมก็กลายไปไอ้บ้านั่งมองหาเห็ดทุกวันแล้วละครับ
ผมนั่งยองๆลงข้างๆเห็ดสีเหลืองสวยงามหน้าตาเหมือนในการ์ตูนเปี๊ยบ ผมนั่งมองไปพลางก็คิดไปว่า เรามาเก็บเห็ดทำไมตอนฝนตกเล่าเนี่ย หาเรื่องเปียกเสียเปล่าๆ แต่ความคิดนั้นก็ค่อยๆหายไป แทนที่ด้วยคำถามที่ว่า เห็ดนี้มันเห็ดอะไรกันหนอ
ผมนั่งราบลงกับพื้น เมินเฉยต่อความสกปรก เปียกแฉะของพื้นหญ้าที่เต็มไปด้วยซากใบไม้และกรวดดิน ผมนั่งมองเห็ดต้นนั้นด้วยความมหัศจรรย์ ถ่ายรูปมันซ้ายขวาราวกับว่ามันเป็นนางแบบหมายเลขหนึ่งของผม ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาบ้างก็อมยิ้ม บ้างก็ขำน้อยๆ ในท่าทางเก้งก้างในการสำรวจเห็ดของผม
ผมยิ้มตอบและทำงานของผมต่อไป ผมติดดินผมพอใจ
ผมค้นหาเห็ดต้นอื่นๆต่อไป จนเข้าไปเจอดงไม้ต้นซีดาร์ที่มีเห็ดขนาดใหญ่น้อยอยู่มากมาย ผมวางกระป๋องสำรวจใบไม่เล็กของผมลงแล้วปักหลักหาเห็ดของผมอย่างสนุกสนาน ในโลกของผม มีร่มไม้ เห็ดหลากสี และเสียงนกร้องอยู่เป็นเพื่อนผม ผมรู้ว่ามันเป็นเวลาที่คงหาได้ยากในความวุ่นวายของโลกภายนอกอย่างนี้
ฝนทอเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ เสียงฝนกระทบพื้นดังชัดจนผมต้องหันหลังมอง ผมไม่รู้ตัวเลยว่าฝนตกหนักขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร ผมจึงนึกขึ้นได้ว่า เงาไม้ที่ปกคลุมเห็ดเหล่านั้นก็กำลังให้ร่มเงากับผมด้วย
ผมยิ้มกับสายฝนและเงาไม้ และก้มหน้าหาเห็ดต่อไป ผมคิดว่าวินาทีนี้คงเป็นวินาทีที่น่าประทับใจที่สุดวินาทีหนึ่งของชีวิต ผมคิดว่าผมพบสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเอง" เจอแล้วกระมังครับ
ผมปล่อยเวลาให้ไหลไป เนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบ รู้แต่ว่าเงาไม้ยังปกป้องผมจากสายฝนที่ถาโถมอยู่ภายนอกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
บ่อยครั้งหนังสือปรัชญาหลายเล่มกล่าวถึงคนจำนวนมากที่แสวงว่าสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเอง" พยายามหาสิ่งที่คิดว่าเป็นตัวเรา เพื่อที่จะเราจะได้อยู่อย่างมีอุดมการณ์ มีความเป็นตัวเองและมีความสุข เพราะคิดว่าการเป็นตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้อง น่าชื่นชม และน่าภูมิใจ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่นึกอีกครั้งก็ให้หวนคิดถึงคำกล่าวที่ว่า "จะหาตัวเองไปทำไมในเมื่อตัวของเราเองยังไม่มี" ทำให้ผมต้องสะอึกและฉุกคิดขึ้นมาเหมือนกันว่า นี่หรือคือสิ่งที่ทำให้เราบินมากว่าครึ่งโลก เพื่อหาของที่ไม่มีวันหาเจอ แท้จริงแล้วผมมองหาอะไรกันอยู่หนอ
จิตของผมก็เป็นจิตใจของคนธรรมดาคนหนึ่ง เหมือนสังคมโลกที่ปรุงแต่งเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายกับชีวิต ไม่ต้องลำบากลำบนกับสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงซ้ำซากตลอดเวลา จิตใจของผมก็เลือกที่จะปรุงแต่งตัวเองด้วยความอยากสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มาเพราะความละโมบ ชื่นชมเพราะความหลง หวงหาเพราะความโกรธ ผมก็ต้องยอมรับว่าผมอยู่ได้เพราะสิ่งเหล่านี้
แต่วินาทีที่ผมนั่งอยู่กับเห็ดในเงาไม้ ที่ไม่ผ่านการตกแต่ง ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว ไม่ใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลง และไม่มีความรู้สึกใดๆกับสภาวะรอบข้างทำให้ผมคิดได้ว่า สิ่งที่เราทำให้เราต้องคอยปรุงแต่งจิตใจตลอดเวลาก็คือการเปลี่ยนแปลง
ถ้าเรายังหลีกหนีความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปเรื่อยๆ เราก็ยังไม่เจอตัวเองหรอกครับ เพราะตัวเราเองนั้นก็คือความเปลี่ยนแปลง เราแก่ลง เราเปลี่ยนแปลงความคิด เราเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา แต่เรากลับไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นผมก็ยังไม่เจอ"ตัวเอง" เจอแต่ความเปลี่ยนแปลงและมองมันในแง่บวกขึ้นมาอีกนิดเท่านั้นเอง
ลองมาดูความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณในแง่ที่ลบน้อยกว่าเดิมก็ดีนะครับ
หรือว่าจะมองหาเห็ดแบบผมก็ได้ :P August 29 ใบไม้ฤดูร้อนที่นี่ใกล้จะหมดลงแล้วครับ นั่นหมายความว่าฤดูกาลแห่งความสดใส แสงแดด และอากาศสบายๆ กำลังจะจากไป และส่งต่อให้กับความหนาวเย็นที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา แห่งฤดูใบไม้ร่วง
ใบไม้รอบๆบริเวณนี้ยังคงเขียวชุ่มฉ่ำต่อเนื่องมาจากฤดูร้อนอยู่ แต่ว่าบางต้นก็ได้ชิงเอาชัยนำหน้าโดยการค่อยๆเปลี่ยนสีสันของใบเขียวชอุ่มเป็นสีเหลืองแดง และเมื่อเหล่าแมกไม้ล้วนกลายเป็นสีเหลืองแดงนั่น ก็ย่อมนำความรื่นรมย์มาสู่มวลชนที่เฝ้ารอสีสันที่แตกต่างของฤดูกาล
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมในสีสันของฤดูใบไม้ร่วง แต่ถ้ามองอีกมุมนึงก็พบว่า สีแดงฉานก็ไม่ต่างกับสีของเลือดที่หลั่งออกมาจากร่างที่ไร้ชีวิต การเปลี่ยนของสีใบไม้คือการที่สารสีเขียวค่อยๆเสื่อมสภาพลง ทำให้สีแดงที่ซ่อนเร้นอยู่นั้นเด่นชัดขึ้นมา รอยต่อของก้านใบก็ค่อยๆอ่อนลงพร้อมที่ปลดปล่อยใบให้ร่วงลงสู่พื้น
สีแดงของใบไม้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาใหม่ หากแต่เพียงถูกสีเขียวที่มีมากกว่ากลบเสียจนหมด รอเพียงวันเวลาที่สีเขียวจะโรยรา เพื่อที่จะได้แสดงตัวให้เห็นสีที่แท้จริงของใบไม้
สีของใบไม้ก็เหมือนความจริงของชีวิต ที่เกิดมาพร้อมความทุกข์โศก มีแต่เลือดเนื้อ หาได้มีความน่ามองไม่ แต่เมื่อสีเขียวหรือความงอกงามตามอายุเข้าครอบคลุมก็กลับลืมความจริง หรือสีที่แท้จริงของตัวเสีย เที่ยวเริงร่า ตากน้ำค้างรับไอแดด อยู่เช้าเย็น มิได้ระแวดระวังการเปลี่ยนแปลงอันจะเกิดขึ้น
ผมคงเป็นใบไม้สีเขียวใบหนึ่ง ที่เริ่มเหลือบไปมองเห็นปลายที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง เริ่มเล็งเห็นในความเสื่อมโทรมของตน แต่กระนั้นผมก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าส่วนเขียวของตนนั้นยังเยอะอยู่ ไม่ควรกังวล
กลัวแต่ว่ากว่าจะรู้ตัว ก็เหลืองหมดใบเสียแล้ว
วันนี้ผมก็เป็นได้แค่ใบไม้ที่รู้ตัว แต่ไม่ได้กลับตัวกลับใจใช้วันเวลาก่อนใบเหลืองให้เป็นประโยชน์ ใบไม้ของผมก็คงค่อยๆเหลืองและร่วงหล่นไป และก็หมดคุณค่าไปตามเวลา
ได้เพียงหวังใจว่าความงามของสีเหลืองทองจะให้ความสุขแก่ผู้เฝ้ามอง
August 14 ฝน"อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นความแตกต่าง"
เพลงนี้คงเป็นเพลงหนึ่งที่คนรุ่นๆผมนึกถึงเวลาที่ฝนตกพรำๆ สร้างความเปียกแฉะไปทั่วบริเวณ สายฝนมักจะกีดกันเราจากการเดินทาง กิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้กระทั่งสร้างบรรยากาศหดหู่โศกเศร้าให้กับผู้คนมิใช่น้อย ท้องฟ้ายามฝนพรำนั้นดูเทาหมอง ขาดสีสันของเปลวแดด และเมฆขาวตัดกับท้องฟ้า เมฆสีเทา ที่บางครั้งแซมด้วยสีทองปลาบของฟ้าแลบ หาได้มีความรื่นรมย์ในตัวเองไม่ ผู้คนจึงมักเปรียบเปรยฝนกับ น้ำตาฟ้า แสดงความโศกเศร้าและเดียวดาย
แต่สำหรับผม วันนี้สายฝนเป็นเหมือนดังความชุ่มฉ่ำของชีวิต
ไอฝนที่ตกกระเซ็นผ่านหน้าตามุ้งลวดในหอพักนักศึกษาที่ปล่าวเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ความร้อนที่อบอวลอยู่ในตึกปูนแห่งนี้ล่องลอยขึ้นสู่เพดานปล่อยให้ความเย็นจากไอเย็นจากฝนเข้ามาแทนที่ในเบื้องหน้า ตัวผมนี้แหละที่นั่งอยู่ในมวลอากาศเบื้องล่างและได้รับอานิสงฆ์จากไอเย็นอันนั้น
ในหน้าร้อนอย่างนี้ สายฝนนี่เป็นเพื่อนที่น่าคบคนหนึ่งที่เดียว
สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆแล้ว สายฝนหาได้หมายถึงความโศกเศร้าอาดูรไม่ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่จะดำเนินต่อไปได้ สายฝนนำน้ำที่โลกได้สูญเสียไปกลับคืนสู่แผ่นดิน สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ต่างพึ่งพาปริมาณน้ำอันมหาศาลจากท้องฟ้าในการยังชีพ พืชพรรณในป่ากว้างต้องดูดซึมน้ำเข้าไปในตัวเอง ทุกอณูของชีวิตบนโลกนี้จึงเต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำของชีวิต
ฝนยังช่วยชะล้างเอาธาตุ ตะกอนต่างๆจากแผ่นดินลงสู่แม่น้ำ เผื่อแผ่ก็พืชน้ำและกุ้งหอยปูปลา รอยคราบโคลนดิน ล้วนถูกชะให้จางลงด้วยน้ำฝนทั้งสิ้น นักนิติวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า ฝนนี้แหละที่ทำให้งานของพวกเขายากขึ้น เพราะร่องรอยหลักฐานๆล้วนถูกชะล้างด้วย
ผมยังนึกอยากออกไปกระโดดโลดเต้นให้น้ำฝนไหลรินผ่านร่างกายที่ร้อนผ่าวของผมนัก ความร้อนของชีวิตมันคอยแผดเผาร่างกายของผมเสมอมา และยากที่จะดับลง บางทีสายฝนอาจจะช่วยให้มันเบาบางลงได้
ผมเคยจ้องมองกองไฟ เห็นมันลุกโชนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมดับ แม้ว่าจะเปลวไฟจะสาบสูญไปแล้ว แต่ความร้อนระอุในถ่านยังคงรอคอยการเผาไหม้ไม่เสมอ เพียงเติมเศษหญ้าเข้าไปเล็กน้อยมันจะพร้อมลุกไหม้ขึ้นมาใหม่
ในยามค่ำคืนผมเฝ้าเติมเชื้อฟืนให้กับมัน หวังเพียงสนองความต้องการที่จะเห็นสิ่งต่างๆในความมืดมน พยายามจะเอาชนะรัตติกาล ผมกลัวว่าไฟมันจะดับลง แต่เมื่อแสงแห่งธรรมชาติมาเยือน ผมกลับไม่ต้องการเปลวไฟเหล่านั้นจะพยายามที่จะดับมัน แต่หนทางเดียวที่พึงจะสงบกองเพลิงนี้ได้ก็คือน้ำ ที่โลกนี้สะสมมาจากฟากฟ้า
กองไฟของผมเหมือนกิเลสกรรมที่พร้อมจะลุกโชติช่วงตลอดเวลา และหยาดน้ำแห่งพระธรรมเท่านั้นจึงจะดับมันลงมาได้
สายฝนคงช่วยทำให้กองไฟกองใหญ่ในใจผม เบาบางลงได้ชั่วขณะหนึ่ง และให้เวลาได้ผมหาแหล่งใหม่ของแสงสว่าง
ขอบคุณสายฝนที่มาเยี่ยมเยือนผมเป็นครั้งคราว August 13 ร้อนอากาศร้อนกระตุ้นให้ระบบต่างๆของร่างกายตื่นตัวมากขึ้น ทำงานมากขึ้นเพื่อปรับอุณหภูมิภายในร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติ และบ่อยครั้งความร้อนของอากาศก็ทำให้อารมณ์ของเรารุ่มร้อนไปด้วย
ไม่น่าเชื่อครับว่าเดือนสิงหาในประเทศแถบอบอุ่นจะร้อนได้ถึงใจขนาดนี้
ผมนั่งกระสับกระส่ายในความร้อนของห้องพักแห่งใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่กี่ชั่วโมง ผมนึกอยู่เหมือนกันว่าทำไมเราต้องหนีเย็นมาพึ่งร้อนด้วยหนอ
คิดไปบ่นไปก็กลับไปสู่แนวคิดเรื่อง"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" อีกเช่นเคย เมื่อเราสั่งตัวเองให้ร้อน เราก็ร้อนไปด้วย นั่งมาสักพักอากาศรอบตัวผมก็เริ่มเย็นลง ไม่รู้เป็นเพราะว่าชินหรือไม่ แต่ที่แน่ๆมันเย็นลง
เพื่อนผู้แสนดีผมเคยให้มุมมองไว้ว่า นักปราชญ์บางท่านมองความร้อนเป็นสิ่งเดียวกับความเย็น กล่าวคือความเย็นไม่มี มีแต่ร้อนมากร้อนน้อย จะเห็นได้ว่าทางวิทยาศาสตร์ก็นิยามแต่ความร้อนหาได้นิยามความเย็นไม่
พระพุทธองค์ทรงเห็นในสิ่งเดียวกัน คือ ความสุขเป็นคำสำหรับเรียกว่าความทุกข์เจือจางหรือไม่มี ซึ่งตรงข้ามกับทุกข์มากนั่นเอง
และแน่นอนว่าระดับของทุกข์ที่เรียกว่าสุขของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนทุกข์ลดลงนิดเดียวก็สุขได้ ขณะที่บางคนต้องการความทุกข์ให้เหลือน้อยที่สุดอีกนั่นแล
จนแล้วจนรอดปัญหาที่หนักกว่านั้นคือ ความทุกข์ของแต่ละคนก็ถูกนิยามต่างกันอีก บ้างว่าทุกข์ของฉันคือการไม่มีโทรศัพท์ใช้ บางคนว่าทุกข์ของฉันคือการแบกสมบัติไว้มากมาย และทุกข์ในศาสนาคือกามคุณ
นี่ทำให้ศาสนาเป็นสิ่งที่สอนได้ยากยิ่งในหมู่คนที่หลากหลาย
แต่ตอนนี้ความทุกข์ของผมคือความร้อนในห้องแห่งนี้ ผมยังนึกอยู่ว่าจะเจือจางความทุกข์นี้ลงได้อย่างไร
ผมว่าความร้อนของผมเกิดจากความตื่นเต้นที่ได้มาอยู่ที่ใหม่ด้วยละครับ หลังจากวันนี้ไปความร้อนคงค่อยๆถดถอยลงสู่ฤดูหนาวอันปล่าวเปลี่ยวและเยือกเย็น
ดังนั้นคืนนี้ผมจะยอมให้ความร้อนอยู่กับผม ก่อนที่ผมมันจะลาจากผมไปในเร็ววัน อย่างน้อยผมก็มีความร้อนเป็นเพื่อนของผมในความวังเวงในที่แห่งนี้ August 09 ดาวผมนอนทอดกายอยู่บนเสื่อสีแดงที่ดูดำในยามราตรี สายตาของผมทอดออกไปยังจุดๆหนึ่งที่ไกลจนบอกไม่ได้ว่าไกลสักแค่ไหน แสงที่ส่องสว่างออกมาจากจุดเล็กๆจุดนั้นแม้ว่าจะดูซีดจาง แต่ก็เต็มไปด้วยพลังอันมหาศาลขนาดที่สามารถเปล่งแสงมายังโลกอันมืดมิดแห่งนี้ได้
ผมนอนมองดาวบนท้องฟ้าอยู่ครับ
ข้อดีของเวลาปิดเทอม ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือผมได้มีเวลาชื่นชมธรรมชาติรอบๆมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับอะไรทั้งสิ้น วันนี้พวกผมเลือกเอาระเบียงชั้นสามของบ้านพักแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยเป็นที่นั่งเล่นพักผ่อนยามดึกๆ
ท้องฟ้าสีดำสนิทนั้นอาจจะดูหมองมัว ลึกลับและน่าสะพรึงกลัว แต่เมื่อประดับด้วยแสงดาว ท้องฟ้ายามค่ำคืนกลับมีเสน่ห์อย่างน่ามหัศจรรย์
ผมไม่สามารถละสายตาจากความงามของธรรมชาติเบื้องบนได้
ฉากหลังความยุ่งเหยิง และรุงรังของหมู่ดาวคือ ความนิ่งสงบของสีดำที่สื่อถึงจักรวาลที่ห่อหุ้มสรรพสิ่งไว้ในครอบครอง ผมทึ่งในภาระอันใหญ่หลวงทีจักรวาลนี้แบกรับเอาไว้ มาตลอดหลายร้อย หลายพันล้านปี ขอบเขตอันระบุไม่ได้ของจักรวาล ก็คงไม่ต่างกับความรับผิดชอบทีจักรวาลนี้มีอยู่
รังแต่จะเพิ่มขึ้น หาได้หมดไปไม่
ผมมองย้อนหาตัวเอง เรานั้นหนออยู่ที่ใดในจักรวาล ผมมองเห็นตัวเองเป็นเหมือนอิเลกตรอนเม็ดที่เกือบไร้น้ำหนัก ในก้อนหินใหญ่มหึมา เป็นเพียงไม่ถึงเศษธุลี ที่อาจจะไม่มีค่าอะไรกับจักรวาลเลย
แต่อิเลกตรอนอย่างผมชอบคิดว่าฉันมีภาระใหญ่หลวงนัก ต้องวิ่งวนรอบนิวเคลียสตลอดเวลา
แต่อิเลกตรอนอย่างผมมิได้หันเหลียวมองจักรวาลอันใหญ่นั้นเลยว่าแบกภาระไว้มากกว่าเราเพียงไหน คิดเพียงแต่จะผลักภาระของตัวเองทิ้งไปเสีย โดยการวิ่งไปหาอะตอมใหม่ที่ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย
อิเลกตรอนอย่างผมค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย หน้าที่ของตัวเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็ออดแอดเสียแล้ว แต่จักรวาลพี่บึ๊กของผมก็ยังยิ้ม ไม่เคยปริปากว่าผมเลย ได้แต่ทำหน้าที่อันหนักหน่วงของตน
คงถึงเวลาที่อิเลกตรอนอย่างผมจะเลิกอู้เสียที
โลกความรับผิดชอบใบน้อยๆที่ผมแบกไว้ มันคงไม่หนักเกินไป
ผมหวังว่าโลกของคุณคงไม่หนักจนเกินกว่าของพี่จักรวาลหรอกนะครับ August 04 แสงแดดผมนอนทอดกายอยู่บนสนามหญ้าสีเขียวใต้เงาแดดร้อนกำลังดี กลิ่นไหม้ของถ่านไฟโชยมาเป็นระยะๆ ก้อนเนื้อและไส้กรอกถูกวางลงบนเตาไฟอันร้อนระอุ ทีละชิ้น ค่อยๆสุกและไหม้ในที่สุด
แน่นอน ผมกำลังรอให้มันสุกแล้วผมจะได้กินอาหารเย็นเสียที
ห้าโมงเย็นแล้ว แต่แสงแดดบนสนามหญ้าแห่งนี้ยังไม่ได้ลดความร้อนแรงลงไปเลย ยังคงให้ความร้อนแก่ผืนโลก พลังงานแก่เหล่าพืช และหยิบยื่นรังสีอันเป็นประโยชน์และโทษแก่มนุษย์ที่นอนตากแดดอยู่อย่างผม
ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า จะมานอนตากแดดให้ทรมานทำไม ในเมื่อร่มเงามีตั้งมากมายให้ไปนั่งรอ ถึงคิดได้อย่างนี้ผมก็ยังนอนอยู่บนผืนหญ้าที่เดิมต่อไป
ความร้อนจากแสงแดดให้ความอบอุ่นแก่ผม
ในเวลาแต่ละวันนั้น เราใช้เวลาอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ บริเวณที่ปกป้องเราจากความลำบากของร่างกาย อันได้แก่ความร้อน ความเย็น ความชื้นและอื่นๆ เกือบทั้งวัน ทุกวันนี้คนเราได้สัมผัสธรรมชาติน้อยลงเหลือเกิน คน(เคยอยู่)เมืองอย่างผมเกือบจะลืมเลือนความชื้นของผืนหญ้า ไอร้อนจากแสงแดด และร่มเงาจากต้นไม้ไปเสียแล้ว
ผมจึงเลือกนอนอยู่ตรงนั้น
ในสังคมทุกวันนี้ เราต่างไขว่คว้าหากลุ่มพวก เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับตัวเรา ไม่รู้สึกว่าแปลกแยก ให้รู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับของสังคม มากไปกว่านั้น ผู้คนยังแสวงหาความรักเป็นที่เกาะเกี่ยวจิตใจให้อบอุ่น และชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
ความอบอุ่นจากความสัมพันธ์ในหมู่มนุษย์ก็คงไม่ต่างจากอะไรจากห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
มันเป็นความอบอุ่นที่มนุษย์สร้างขึ้นมา สามารถปรับให้อุ่นมากอุ่นน้อยตามที่ต้องการ อยากอุ่นมาก ก็แสวงหาเพื่อนหรือคนรักมาเพิ่มเติม ให้จิตใจยุ่งเหยิงว้าวุ่นตลอดเวลาจะได้อุ่น ซึ่งผมก็คิดว่าความอบอุ่นเหล่านี้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตคนให้อยู่รอดได้เกือบทั้งชีวิต
แต่ในเมื่อมันเป็นสิ่งประดิษฐ์ สิ่งที่สร้างขึ้น มันก็ย่อมมีวันเสื่อมสภาพไป ไม่ดีเหมือนเดิม มันก็ต้องมีเวลาที่เครื่องปรับอากาศจะไม่ทำงาน ถึงเวลานั้นเราจะหาความอบอุ่นได้ที่ไหน
ผมจึงเลือกเก็บเกี่ยวความอบอุ่นนั้นจากธรรมชาติ
แสงแดด ความชื้น กลิ่นหญ้า เป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา เพราะว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่เป็นจริงอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ปรุงแต่งไม่ได้สร้างขึ้น หากเราเรียนรู้ที่จะเก็บความอบอุ่นที่ธรรมชาติมอบให้เราได้ เราก็ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือที่ไม่ถาวรเหล่านั้น
ผมกำลังพยายาม... ธรรมชาติกำลังปลอบโยนผมจากความโง่เขลาที่ไม่รู้จักหาห้องปรับอากาศหรือร่มเงาจากตึกสูง แสงแดดกำลังเผาให้ผมรู้จักความหยาบกร้านและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ที่โอบอุ้มสิ่งมีชีวิต
เรียนรู้จะอยู่กับธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเคยชินกับเครื่องอำนวยสะดวกมาเสียตลอดชีวิตของเรา ฉะนั้นกว่าผมจะเข้าใจความอบอุ่นจากธรรมชาติที่แท้จริง ผมคงเป็นหมูแดดเดียวไปก่อนแล้ว.....
แต่หมูแดดเดียวก็อร่อยมิใช่หรือ?
|
|
|