Ekaphan's profile- B i e r I o l O g y -PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 15 หนังสือที่พยายามอ่าน ชีวิตส่วนหนึ่ง(หรือส่วนใหญ่?)ของการเป็นนักเรียน คือการศึกษาหาความรู้ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีอยู่มากมาย ตามเรียนรู้กันไม่แทบจะไม่ไหว และก็แน่นอนว่ากิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการหาความรู้นั้นก็คือ การอ่าน ผมว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอ่านก็คือ ความสามารถของผู้อ่านในการสื่อสารกับตัวอักษรและถ้อยคำที่ผู้เขียนพยายามจะสื่อสาร บางครั้งเราอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าถึง หรือไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ได้แปลว่าคนเขียนไม่ดีหรืออย่างไร แต่เป็นเพราะว่า สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ หรือ วิธีการนำเสนอ เป็นวิธีการที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ เป็นสิ่งที่เราไม่สนใจ ไม่ได้มีพื้นเพที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อชีวิตของเราสักเท่าไร ลองดูตัวอย่างนะครับ สมมติว่าคุณไปหยิบหนังสือชื่อ "คู่มือมนุษย์" ของท่านพุทธทาสภิกขุ มาอ่านตอนอายุ 13 ปี คุณก็อาจจะเข้าใจเนื้อหา สาระ ส่วนใหญ่ของหนังสือ หรือไม่ก็สับสนงงงวยกับสิ่งที่ท่านพยายามจะสื่อสาร แต่คุณอาจจะรู้สึกเปลี่ยนไปเมื่อกลัับมาอ่านอีกที่ตอนอายุ 30 เมื่อคุณได้ผ่านโลก ได้เผชิญปัญหา ได้รบรากับกิเลสตัณหามานัดต่อนัด คุณอาจจะซาบซึ้งสิ่งที่ตัวหนังสือของ "คู่มือมนุษย์" พยายามจะบอก หลายครั้งผมไปร้านหนังสือ แล้วก็พยายามหาหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่าน ผมมักจะเจอกับปัญหาที่ว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหนังสือนั้นดี เราควรอ่าน อ่านแล้วจะสนุกกับมัน จะซาบซึ้งในเนื้อหา เดี๋ยวนี้หนังสือภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ มีคนมาวิจารณ์ไว้บนอินเตอร์เน็ต ข้อมูลแบบนี้หาได้ไม่ยาก แต่ปัญหาก็คือว่า คนแต่ละคนเสพย์เนื้อหาไม่เหมือนกัน มีมุมมองต่อโลกมนุษย์ต่างกันออกไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาวิจารณ์นั้น จะตรงกับสิ่งที่เราคิด หรืออยากรู้หรือไม่ คำตอบที่ผมส่วนใหญ่ที่ผมได้มาก็คือ ไม่รู้หรอกครับ ก็ต้องลองหยิบมาอ่าน แล้วถ้าชอบก็คือใช่ ถ้าไม่ชอบก็แปลว่า ยังไม่ใช่ หรือยังไม่ถึงเวลาที่คุณจะอ่านแล้วเข้าใจมัน ผมมีเพื่อนหลายคนที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เราก็มักจะแนะนำหนังสือให้กันและกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดีกว่าการไปร้านแล้วเลือกเอาจากชั้นที่มีอยู่มากมายจนเกินไป แต่บางครั้งเพื่อนของเรานี่แหละครับ ที่อาจจะหลากหลายกว่าชั้นหนังสือเสียอีก ผู้คนมาจากหลากที่ หลายถิ่น มันไม่ง่ายเลยนะครับ ที่จะหาคนที่มีประสบการณ์เหมือนเราทุกคน ที่จะมองโลกเหมือนๆกัน ที่จะเข้าใจทุกๆสิ่งเหมือนกัน ที่จะหยิบยื่นความคิดเห็นให้กันโดยไม่ขัดแย้ง หนังสือหลายเล่มที่เพื่อนผมแนะนำ ผมพยายามอ่าน แต่ผมก็ไม่เคยเข้าใจ หรือซาบซึ้งมันเท่าไร คงไม่ใช่เพราะว่าเพื่อนผมแนะนำหนังสือไม่ดี แต่ผมเองต่างหากที่อาจจะมองหรือเสพย์หนังสือในวิธีที่ต่างกับเขาออกไป ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน ผ่านอะไรมาไม่เหมือนกัน จะให้มองโลกเหมือนกันได้อย่างไร ซึ่งผมว่าที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำไปที่เราได้มีโอกาส เปิดมุมมองใหม่จากคนที่มีประสบการณ์ต่างกันออกไป เสียอยู่อย่างเดียว มันแอบเสียใจที่เพื่อนอุตส่าห์แนะนำให้อ่าน แต่เราดันไม่เข้าใจเอง April 02 แคลิฟอร์เนีย ในห้วงเวลาที่อาจจะแสนอบอ้าวของเดือนมีนาคมในประเทศไทย แคลิฟอร์เนียก็ได้ชุ่มฉ่ำกับสายฝนที่สาดเทมาเสียทุกวี่ทุกวัน โดยเฉพาะทางตอนเหนือที่ได้สัมผัสความหนาวเย็นและชุ่มชื้นของฤดูหนาว ก่อนที่จะเข้าสู่ความแห้งแล้งกันดารอันยาวนานและต่อเนื่องของฤดูร้อน ดอกไม้ป่าหญ้าก็ร่วมตอบสนองกับการมาของฝนห่าใหญ่ พอกันออกดอกช่อสวยงาม ประดับทุ่งหญ้าสีเขียวด้วยช่อสีสันฉูดฉาด เพียงเพราะว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะมีน้ำเพียงพอสำหรับความสวยงามที่แสนแพงในการชูช่อ และเพียงไม่กี่อาทิตย์ ช่อดอกอันงดงามเหล่านี้ก็จะร่วงโรยไป คืนกลับสู่ใบแห้งเขียวคล้ำที่จะต้องทนอยู่ไปอีกฤดูกาล หรือไม่ก็ตายจากไป เหลือไว้เพียงแต่ธนาคารแห่งเมล็ดที่จะเฝ้ารอการกลับมาของฝนของฤดูใบไม้ผลิ หลายครั้งหลายครา ที่ภาวะแล้งจัดเข้ามาเยี่ยมเยือนมลรัฐอันสวยงามแห่งนี้ แต่ผู้คนที่นี่ก็ไม่ได้ดูเหมือนจะเดือดร้อนกันมากเท่าไร มีการรณรงค์โฆษณาให้ประหยัดน้ำกันมากมาย ผู้คนก็กังวล ก็พูดถึงกัน แต่ก็ยังหลั่งไหลย้ายเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ ที่ที่ใครๆก็คิดว่ามีแสงแดดเจิดจ้าตลอดปี มีความสุขตลอดเวลา ก็เลยดูเหมือนกับว่า ปัญหาเรื่องน้ำจะไม่ได้กระทบกระเทือนผู้คนสักเท่าไร การอยู่แคลิฟอร์เนียทำให้รู้สึกถึง การอดทน การวางเฉย ต่อสภาวะที่จะทำให้เราไม่มีความสุข คนที่นี่เลือกที่จะมองหาแสงแดดในวันที่แดดออก เลือกที่จะออกไปเล่นสกีที่ทาโฮ เวลาที่ฝนตกตามชายฝั่ง เลือกที่จะลงไปลอสแองเจลลิส เมื่อโหยหาวัฒนธรรม เลือกที่จะไปทางเหนือ เมื่อมองหาทางธรรมชาติ คนเขามีทางเลือก เขาก็เลือกกันไป มิน่าใครๆ ถึงไม่ยอมย้ายออกจากแคลิฟอร์เนียกัน ผมไม่ได้พยายามโฆษณาความงามของแคลิฟอร์เนียหรอกนะครับ เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าในดินแดนที่เขาเลือกที่จะมาความสุขกัน เขาก็มีความสุขกันได้ ถ้าเรามองดินแดนของเราเห็นแต่ความเศร้า ความเห็นแก่ตัว ความบ้าบอไร้สาระ ของคนบางกลุ่ม ก็มองข้ามไปเถอะครับ มันไม่ได้แปลว่าดินแดนของเรานั้นดีเพราะเรามองข้ามปัญหา แต่ดินแดนของเรานั้นดีเพราะว่าเรามีสิ่งอื่นๆที่ดีกว่าสิ่งน่ารังเกียจให้มองและจมปลัก สุขสันต์เดือนเมษาครับ February 27 สักวันที่ฉันจะกลับมา ผมเปิดดูบันทึกสุดท้ายที่ผมเขียนที่ที่แห่งนี้ มันก็เป็นเวลาล่วงมาเกือบสองปีแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหกปานนั้น สองปีที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ผมเรียนจบ ผมย้ายที่อยู่ ย้ายโรงเรียน พยายามที่ไม่ลืมเพื่อนเก่า พยายามจะหาเพื่อนใหม่ กระเสือกระสนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะทำได้ แต่ก็ได้ทำ และต้องทำ มาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อกลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ ก็ทำให้นึกได้ว่า ตัวเราสมัยก่อนนี่ก็ช่างคิดดีจริงๆ แต่เสียอยู่ที่ว่า เรารู้จักแต่คิด พิจารณา แต่ไม่ได้ประสบพบเจอปัญหาต่างๆที่พูดมาด้วยตัวเองแบบจริงๆจังๆสักที หลายๆสิ่งที่ผมเขียนไป อ่านดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าเราจะคิดไปได้ขนาดนั้น แต่ก็คิดไปแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังมองโลกในลักษณะเดิม คือ พินิจพิเคราะห์มันไปเรื่อย จะหาสารัตถะนั้นก็มิได้ จะหาความสุขจากการคิดเช่นนั้น ก็ยิ่งแล้วกันใหญ่ หลายๆคนบอกผมว่าจะคิดไปหา...อะไร ในเมื่อมันทำให้คุณมีความทุกข์ปล่าวๆ ตัวผมเมื่อสองปีก่อนตอบคำถามนี้ไว้ว่า "ผมยอมมีความทุกข์ ถ้ามันจะทำให้ผมได้เห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนขึ้น" ตัวผมตอนนี้จะตอบคำถามนี้ว่า "ก็ข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่ดีกว่าให้คิดถึง สมองมันทำมาแบบนี้ เปลี่ยนไม่ได้หรอก สงสัยคงโดนสาปมา" การย้ายมาเรียน ทำงานกับคนที่อายุมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า ผู้ใหญ่ นั้น ทำให้ผมพบว่าโลกทัศน์ของการเป็นนักเรียน การเป็นเด็กนั้น มันช่างแตกต่างจากการเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เคยคิด ไม่เคยคำนึงถึง ไม่เคยกังวลเกี่ยวกับมัน สิ่งเหล่านั้นปรากฎชัดเจนในโลกของ"ผู้ใหญ่" ในโลกของคนที่กระเสือกกระสน หาเงินเลี้ยงปากท้องตัวเองและลูกเมียสามี ของคนที่ความรักโลภโกรธหลง เป็นของจริง สัมผัสได้ และ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ผมเริ่มเข้าใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น เริ่มยอมรับความอับเฉาและน่ารังเกียจของชีวิตประจำวัน เริ่มเข้าใจในข้อเสียของตัวเองและพยายามที่จะอยู่กับมัน มากกว่าที่จะไปดันทุรังโละมันทิ้งออกจากชีวิต เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนเราจึงทำสิ่งที่เราไม่ควรทำ แต่ก็นั่นแหละ ผมเพิ่งจะเริ่มเข้าใจ.... ณ จุดหนึ่ง คนเราถ้าอยากมีความสุขแบบบ้านๆ แบบปุถุชน ที่ไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรมสักเท่าไร บางทีเราก็ต้องเลือกที่จะเป็นคนเห็นแก่ตัว เลิกกังวลเกี่ยวกับความสุขความทุกข์ของคนอื่นเสียบ้าง และกลับมาสนใจตัวเอง เลือกทำในสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข แม้ความสุขนั้นจะเป็นช่วงสั้นๆ ละเลยกฎเกณฑ์และกรอบสังคมอันงี่เง่าไปเสียบ้าง ชีวิตก็อาจจะแช่มชื่นขึ้นมาได้ เราอยู่กับบนโลกนี้ไม่นานนักหรอกครับ มีเวลาทำอะไร ถ้าทำได้ก็ควรจะทำใช่่ไหมครับ ถ้าคุณจะไม่เห็นด้วยกับที่สิ่งที่ผมคิดมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณครับ ผมทำอะไรไม่ได้ ผมรู้ว่า ผมคิดแบบไม่ยั่งยืน ไม่นึกถึงหลักธรรมทั้งหลายทั้งปวง ในการพึงเป็นคนดี มีศีลธรรม และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แต่ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ผมคิดอ่านเช่นนี้ไม่ได้บอกว่า คุณควรจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่น หรือทำผิดกฎหมายแต่ประการใด เพียงแต่กำลังจะบอกว่า บางทีคนเราก็เอาชีวิตไปผูกกับคนอื่น หรือกรอบที่คนอื่นสร้างไว้จนมากเกินไป เลยมองไม่เห็น ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองไม่มีความสุข ถ้าความสุขของคุณคือการผูกตัวเองไว้กับคนอื่น ก็ทำต่อไปเถอะครับ เพราะผมก็ทำอยู่ แก้ไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันทำให้ผมมีความสุขดีหรือเปล่า สองปีผ่านไป ผมกลับมาแล้ว ไม่ว่าใครจะเห็นหรือไม่ก็ตาม ผมกลับมาในที่ที่เปลี่ยนไป ในตัวตนที่เปลี่ยนไป และถ้าความคิดเห็นของผมจะเป็นประโยชน์กับใครๆ ผมก็ยินดีด้วย May 22 จุดยืนของคนไกลบ้านเวลาที่เรานึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกาและผู้คนที่เราเรียกว่า"อเมริกันชน"นั้น ก็คงจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนึกถึงฝรั่งหัวทอง ตาน้ำข้าว หน้าตาไม่ต่างกับชาวยุโรปที่เดินกันให้เกลื่อนถนนข้าวสาร กับคนผิวดำที่เราได้ดูตามหนังฮอลลีวูดหลายๆเรื่อง แต่อย่าลืมนะครับว่า อเมริกา เป็นแหล่งหลอมรวมวัฒนธรรมและดินแดนของคนอพยพ ไม่เพียงแต่คนไกลบ้านในสมัยก่อร่าง สร้างประเทศ กระแสการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้อย่างมิขาดสาย ผลก็คือ ทุกวันนี้ ถ้าคุณได้มีโอกาสเดินไปมาในเมืองใหญ่ๆ ก็จะสามารถพบเจอคนทุกเชือ้ชาติ ศาสนา สีผิว เดินปะปนกันบนถนนสายเดียวกัน กินข้าวกัน เรียนหนังสือในห้องเดียวกัน เราก็คงไม่แปลกใจที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้มีเถือกเถาเหล่ากอต่างกัน แต่ถ้าคุณถามหนุ่มๆสาวๆที่หน้าตาดูยังไงก็ไม่มีเค้าของความเป็นชาวยุโรปอพยพ มาตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่าพวกเขาเป็นคนประเทศไหน เขาก็จะตอบด้วยความมั่นใจว่า "I'm American. I'm from here." ผู้คนเหล่านี้เป็นผลผลิตจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่เข้ามาอยู่ในประเทศนี้ครับ พวกเขาเกิดมาบนแผ่นดินนี้ เรียนหนังสือที่นี่ กับคนที่นี่ มีเพียงบ้านและอาจจะชุมชนรอบข้างเท่านั้นที่คอยย้ำเตือนให้เข้ารู้ว่า รากเหง้าของพวกเขานั้นมาจากไหน แต่ทว่า นั้นเพียงพอหรือที่ทำให้คนคนหนึ่งเข้าใจว่าตนเองไม่ได้มาจากที่ที่ตัวเองยืนอยู่ ที่มาฉุกคิดเรื่องนี้ ก็เพราะผมได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Namesake ที่สร้างมาจากหนังสือของ Jhumpa Lahiri เนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในชีวิต ที่ตัวเอกในเรื่องคือ Gogol ต้องเผชิญในฐานะที่เป็นลูกของชาวอินเดียที่ผลัดถิ่นมาอยู่ในอเมริกา แต่ทว่าตัวเขาเองนั้นรู้สึกถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรม และรวมถึงชื่อของเขาเองด้วย ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราควรจะยืน ณ จุดไหน จุดที่ทำให้เราเข้ากับสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน หรือว่าควรจะยึดถือประเพณีแบบแผนที่บ้านเกิดเมืองนอนของเราปฎิบัติตามกันมา ไม่ใช้เพราะว่า มันขัดแย้งกันไปเสียทุกอย่างหรอกนะครับ สำหรับผมแล้ว ผมไม่สามารถเป็นคนที่เข้ากันได้กับสองวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยการที่ทำตัวเหมือนๆกันกับคนทั้งสองฝาก ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเป็น "ตัวของตัวเอง" ในโลกสองโลกที่แตกต่างกันเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ ผมขอไม่เลือกที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนอื่น หรือว่าจะต้องปิดกั้นตัวเองจากสิ่งใหม่ ผมอยากที่่จะอยู่กับความซับซ้อนของมัน พยายามสร้างความเข้าใจในด้านที่แตกต่าง และสร้าง "ตัวของตัวเอง" ขึ้นมาใหม่ ที่ไม่อิงกับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เป็นตัวเองที่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และ มองโลกอย่างไร ตอนนี้ ตัวตนของผมคนนั้น ยังสร้างไม่เสร็จครับ แล้วคุณละ สร้างมันเสร็จหรือยัง April 23 ซื้อเสื้อคุณเคยเป็นไหมครับ เวลาเลือกซื้อของเสื้อสักตัวหนึ่ง คุณไม่รู้หรอกว่าคุณอยากได้เสื้อแบบไหน ลายอะไร รู้แต่ว่าจะอยากจะหาเสื้อสักตัวที่มันถูกใจ ใส่แล้วดูดี มีความสุข แต่ที่น่าเจ็บใจว่า คุณมักจะหามันไม่เจอ ได้แต่แบบ ก็ดีนะ แต่ยังไม่ใช่อย่างที่อยากได้จริงๆ ในกระบวนการเลือกเสื้อผ้า คุณก็เริ่มกำหนดของเสื้อที่อยากได้จากสิ่งที่มันไม่มีอยู่อย่างเช่น เล็กกว่านี้ก็จะดีมาก สีสว่างก็นี้สักอย่างก็คงจะดี การเลือกเสื้อผ้า"สักตัว"ของคุณก็จะกลายเป็น การหาเสื้อผ้า "ตัวนั้น" ให้เจอ และส่วนใหญ่คุณก็จะหาไม่เจอครับ และก็ลงท้ายด้วยการซื้อตัวที่มันดีที่สุดในขณะนั้นไป หรือถ้าเป็นผม ผมก้ไม่ซื้อมันเสียดื้อๆเลยครับ ผมเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์เท่าไรนัก ตราบใดที่มันยังใส่ได้ ผมก็ไม่สนใจที่จะหาตัวใหม่มาใส่ ส่วนมากผมก็ได้เสือผ้าใหม่ๆ จากคนโน้นคนนี้ จากของขวัญบ้าง จากของฟรีบ้าง นานๆทีละครับที่ผมจะหาซื้อเสือ้ผ่้าสักชิ้น ถ้าจะซื้อสักชิ้นจริงๆ ผมคิดอยู่นานทีเดียว เสื้อผ้าสำหรับผมมันไม่ได้มีไว้บ่งบอกฐานะความร่ำรวย ความทันสมัยตามยุคตามแฟชั่น เสื้อผ้าสำหรับผม มันคือสิ่งที่เป็นตัวตนของผม สิ่งที่ห่อหุ้มผมจากความหยาบกร้าน ความอับเฉา และความเป็นจริงอันไม่น่ามองของชีวิต ณ ปัจจุบัน ผมก็ยังหาเสื้อตัวนั้นไม่เจอ ได้แต่เที่ยวใส่เสื้อผ้าที่คนโน้นคนนี้ให้มา เสื้อที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าสวยงาม ซึ่งผมก๋็ไม่ขัดข้อง เว้นเสียแต่ว่า มันยังไม่ถูกใจแค่นั้นเอง หวังได้แต่ว่า สักวันหนึ่ง ผมคงหามันเจอ แต่จนกว่าวันนั้น ผมก็ต้องทำใจชอบเสื้อตัวที่มีอยู่ก่อนละครับ ปล. ไม่ต้องส่งรายการ หรือ เวบเสื้อผ้ามาให้ผมนะครับ ผมขอหาของผมเอง February 10 ความหมายของการเรียนรู้เนื่องจากอยู่บ้านนอก (ไม่มีคอกนา) และบ้านป่า (ที่ไม่ใช่เมืองเถื่อน) มาเสียเนิ่นนาน ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสดูหนังไทยกับเขามากนัก แต่ยังโชคดีที่ว่า มีโอกาสได้ไปเจอเพื่อนๆคนไทย ที่เมตตาแบ่งปันหนังใหม่ๆมาให้ดูบ้าง สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังและละครก็คือว่า มันสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา ลักษณะความคิดของคนเป็นอย่างไร ไปถึงไหนกันบ้างแล้ว January 31 ความฝันผมเริ่มจะสงสัยว่า เดี๋ยวนี้ยังมีใครอ่านที่ว่างที่ผมไม่ได้เขียนถึงมาเป็นเวลานี้อยู่อีกหรือเปล่า หรือเขาเลิกฮิตกันไปแล้ว แต่พอมีเวลาว่างก็อยากจะกลับมาเขียนอะไรให้มันไม่ว่างเหมือนชื่อของมันเสียหน่อย แต่ทุกอย่างมันก็เป็นสิ่งไม่ยังยืนถาวรใช่ไหมละครับ ก็ต้องมีสักวันที่ผมจะต้องเลิกเขียนอะไรเพ้อเจ้อบนที่ว่างแห่งนี้อยู่แล้ว
วันนี้ ณ ตำแหน่งที่ผมเหยียบอยู่บนโลก เป็นวันสุดท้ายของเดือนมกราคม เดือนที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "เดือนแห่งความฝัน" มกราคม เป็นเดือนที่มนุษย์ฝั่งตะวันตกสักคนหนึ่งอุปโลกขึ้นมาว่าจะให้เป็นเดือนแรกของปี แล้วก็ให้วันที่ ๑ ของเดือนนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ เราชาวมนุษย์โลกที่ล้วนรักใคร่ปรองดอง ต่างแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็ร่วมใจกันฉลองวาระพิเศษของการเริ่มต้นปีใหม่นี้กันเสียทุกปีไป แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ก็ไม่ได้ต่างจากวันอื่นสักเท่าไร แต่เมื่อเราให้มันเป็นเดือนแรก เราก็ควรจะตื่นเต้นกับมัน แน่นอนครับ ปีใหม่ ต้องมากับของใหม่ๆ การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆในชีวิต หลายคนตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าปีนี้ฉันจะทำหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้ หรือฝรั่งตาน้ำข้าวและน้ำโคลนแถวนี้เขาเรียกกันว่า New Year Resolution ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดี และ จะดีกว่าถ้าทำได้จริงๆ ผมจึงเรียกเดือนมกราคมว่าเป็นเดือนแห่งความฝัน เดือนที่ทุกคนฝันจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ฝันที่จะทำสิ่งดีๆให้กับชีวิต(อย่างน้อยก็ของตัวเอง) ตั้งความหวัง ความตั้งใจให้กับชีวิตในปีข้างหน้า แม้ว่าบางคนอาจจะผ่านพ้นจุุดของการมีความหวังกับปีใหม่ที่เข้ามาไปแล้ว ก็คงยังแอบมีความหวังกับสิ่งดีๆในปีใหม่ที่จะมาถึงจะเกิดกับตัว ความฝันไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่อยู่ที่เจ้าของความฝันที่จะกล้าทำให้มันเป็นจริง หรือกล้าที่จะเข้าใจมัน ถ้าเดือนมกราคมปีนี้เป็นเดือนแห่งความฝันของคุณ คุณได้ทำความฝันของคุณให้เป็นจริงหรือยังครับ สุขสันต์เดือนมกราคมครับ November 07 วันเวลาของนักศีกษาคนหนึ่ง(วันนี้จะลองเขียนอะไรที่ไม่ค่อยเป็นสาระดูบ้าง) ปกติเวลาที่ผมเขียนบันทึกลงในที่ว่างแห่งนี้ ผมไม่ค่อยมีอะไรในหัวสมองหรอกครับ นอกจากความอยากจะขีดๆเขียนๆอะไรสักหน่อย (เป็นการถ่วงเวลาทำการบ้านไปในตัว: Procastination) สำหรับตัวผมเองแล้ว การเขียนเป็นสื่ออย่างหนึ่ง ที่ทำให้เข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น เพราะทุกครั้งที่เราเขียนเราก็จะต้องคิดไปด้วยว่าจะเขียนอย่างไรให้คนอ่านเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร จะต้องเลือกคำ เลือกประโยคที่จะสื่อความหมายของเราออกไป แม้ว่างานเขียนทุกชิ้นจะไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อย ก็มีความตั้งใจที่จะสื่อสารอยู่ในนั้น (ว่าจะไม่เขียนมีสาระแล้วนะเนี่ย :P) ผมนั่งพิจารณาชีวิตตัวเองในวันนี้ ก็รู้สึกว่ามันเป็นตารางชีวิตที่แปลกพิลึกดี คงไม่ค่อยเหมือนนักเรียนวิชาอื่นๆสักเท่าไร ของตั้งชื่อตารางชีวิตวันนี้ว่า "วันเวลาของนักศึกษาคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยลึกลับแห่งหนึ่ง" ๐๗.๐๐ น. ตื่นมาด้วยความตกใจ นึกเฉลียวใจได้ว่ายังไม่ได้เตรียมตัวไปคาบสนทนาตัวต่อตัวจับเจ้าของภาษาเยอรมันเลย (Ja, natürlich studiere ich Deutsch). ก็เลยต้องตื่นขึ้นมา หาบทความจากหนังสือพิมพ์มาอ่าน อ่านไปอ่านมาก็พบว่า แต่ละประเทศ ก็มีปัญหาซ้ำซากเหมือนกัน ไม่ได้มีใครดีกว่าใคร เพียงแต่ว่าใครจะพูดถึงอะไรก่อนกัน ๘.๐๐ น. เดินไปโรงเรียน(มหาวิทยาลัย) ที่ไม่ได้ห่างไกลเท่าไร แต่อากาศเฉียดศูนย์องศา ก็ทำให้มันไกลได้เช่นกัน (นักฟิสิกส์ครับ ท่านควรนำเรื่องอุณหภูมิไปพิจารณาในทฤษฎีสัมพันธภาพด้วยนะครับ) การอยู่บ้านนอกนี่ก็ดีเหมือนกันนะครับ ทำให้สามารถเดินชื่นชมทัศนียภาพข้างทางบนถนนได้โดยไม่ต้องเอามือปิดจมูกหรือวิ่งหนีรถแต่อย่างใด ๙.๐๐ น. พบกับท่านอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใต้โต๊ะ มีพระสังกจายน์ ประดิษฐานอยู่ ไม่แน่ใจว่าอาจารย์รู้หรือว่าเปล่าพระสังกจายน์เป็นใครมาจากไหน แต่ตอนนี้กลายเป็นของประดับห้องไปเสียแล้ว ไอ้ผมนั่งคุยกับอาจารย์ก็หวั่นว่าเท้าจะไปเฉียดพระสังกจายน์เข้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ผมชอบที่อาจารย์บอกผมว่า "ในเมื่อคุณไม่มีข้อบังคับหรือความจำเป็นที่จะต้องเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ ก็ลงตัวที่คุณคิดว่ามันจะทำให้คุณตืิ่นเต้นกับมันได้ละกัน" ฟังดูง่ายๆนะครับ แต่ว่าเอาเข้าจริงๆก็ตอบไม่ง่ายเหมือนกันว่าอะไรจะทำให้เราตื่นเต้น ๑๐.๐๐ น. เข้าเรียนวิชาเยอรมัน น่าจะเป็นวิชาเยอรมันที่แปลกที่สุดที่เคยเรียนมา เพราะว่า เราไม่ได้เรียนไวยากรณ์อะไรกันสักเท่าไร วันนี้เข้ามาก็ให้อภิปรายกันเรื่อง "Was ist eigentlich HipHop?" (อะไรคือฮิพฮอพกันแน่) ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ฮิพฮอพเนี่ยมันทำให้เราเรียนเยอรมันรู้เรื่องขึ้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆบนโลกนี้มีวัฒนธรรมอีกหลายอย่างที่ผมไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น แต่ว่ามันมีอยู่จริง และก็กำเนิดมาจากสาเหตุไม่ห่างไม่ไกลจากพวกเด็กแซบ แก็งค์ หรือพวกอันธพาลครองเมือง สักเท่าไร คนสอนผมคนหนึ่งเขาบอกว่า Die Rebellion ist eingentlich Anpassung (การต่อต้าน(สังคม)แท้จริงแล้วคือการเข้าสู่สังคม) บางที่สิ่งที่เราๆท่านๆทำอยู่การอาจจะเป็นการต่อต้านสังคมก็ได้ ๑๑.๓๐ น. คาบสนทนาภาษาเยอรมัน ด้วยความที่ภาษาเยอรมันค่อนข้างจะเยิน เลยกลายเป็นเยอรมันคำ อังกฤษห้าประโยคแทน วันนี้เขาชวนคุยเรื่อง เทศกาลคาร์นิวัลที่คนเยอรมันคลั่งไคล้กันมาก เป็นโอกาสที่คนทั้งประเทศสามารถเมา และ เสียดสีอำนาจเบื้องบนได้อย่างอิสระ (เป็นเวลาสี่วัน) เป็นที่น่าสนใจว่าคนหลายๆคนพยายามรวมออกกฎควบคุมเทศกาลนี้ ทั้งๆที่มันมีมากว่าร้อยปีแล้ว แค่คนทำเสียไม่กี่คนทำให้งานกร่อยไปเสียได้ (ทำให้ผมนึกถึงดอกไม้ไฟกับงานลอยกระทงขึ้นมาทีเดียว) ๑๓.๐๐ น. กระโดดขึ้นรถไปอ่าวประสบสุข (Merrymeeting Bay) ผมตั้งชื่อให้เองแหละ อย่าไปถือสา วันนี้ต้องนั่งเรือเป็นเวลาร่วมสามชั่วโมง เก็บข้อมูลและตัวอย่างน้ำในสถานที่ต่างๆรอบๆอ่าว คนขับรถขับได้สะใจมากครับ ลมหนาวๆพัดผ่านหน้าที่ชาเป็นแถบ แถมฝนก็ตกลงมาอีก แต่เป็นการทำแลปที่เหมือนมาเที่ยวมากกว่า เพราะเวลามากกว่าครึ่งก็คือนั่งเรือชมวิวของอ่าวประสบสุข มองๆแล้วก็เข้าใจว่าทำไมชื่อว่าอ่าวประสบสุข เพราะว่าถ้าอากาศไม่หนาวเสียอย่างเดียว ผมก็คงจะประสบสุขมากทีเดียว ทำให้ผมได้คิดว่าบางทีเราไม่ต้องไปใส่ใจกับอะไรในอนาคตมากมาย ให้ชีวิตวันนี้ซาบซึ้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว ๑๖.๐๐ น. กลับจากอ่าวประสบสุขมา ด้วยอาการเมาเรือนิดๆเกิดเลยต้องหาที่งีบสักหน่อย แต่เนื่องจากบ้านอยู่ไกลครับ เลยดิ่งไปที่ ศูนย์กิจกรรมนักเรียน (Student Center) ที่มีโซฟาเอนได้อยู่หลายตัว ผมก็จัดแจงหาโซฟามาตัวหนึ่งแล้วตัดสินใจนอนเลยครับ ต่อหน้าประชาชนร่วมร้อยที่เดินผ่านไปผ่านมา จนเพื่อนเดินมาแซวตอนตื่น ว่าทำไมไม่กลับไปนอนบ้าน ก็เลยอธิบายให้ฟัง นี่เป็นข้อดีของมหาวิทยาลัยเล็กๆอย่างหนึ่งว่า เราทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ โดยจะมีคนเข้าใจเราเสมอ(หรือเปล่า?) ๑๗.๓๐ น. โต๊ะเยอรมัน วันนี้ชีวิตวนเวียนอยู่กับเยอรมันเนี่ยละครับ ไปนั่งกินข้าวเย็นในโรงอาหารกับอาจารย์และเพื่อนๆที่เรียนเยอรมันกัน แน่นอนครับ พูดภาษาเยอรมันกัน ผมก็ได้แต่นั่งฟังแล้วก็ตักของกินมานั่งแก้เก้อ ไปเรื่อยๆ นั่งคุยกันเรื่องจิปาถะจริงๆครับ เพราะว่าคำศัพท์ของนักเรียนส่ว่นใหญ่ไม่ค่อยแข็งแรง เลยคุยอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมากไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ฝึกพูด และก็อิ่มท้อง ๒๐.๐๐ น. ทำงานเลี้ยงปากท้อง ผมวิ่งไปเปิดโปรเจคเตอร์กับทีวีให้คนที่เขาลุ้นผลเลือกตั้งกันอยู่ (วันนี้เลือกตั้งกลางเทอมที่นี่ครับ) ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ก็ได้เงินแล้ว เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เทคโนโลยีเป็นหนทางหาเลี้ยงชีพของคนที่สร้างเทคโนโลยี ตราบใดที่ชีวิตต้องพึ่งพามัน เราก็ต้องเสียเงินอยู่ร่ำไปละครับ ชีวิตต่อจากนี้คงต้องเริ่มทำการบ้านอย่างจริงๆจังๆแล้วละครับ คุณผู้อ่านอาจจะไม่ได้อะไรเลยจากการอ่านบันทีกของผมวันนี้ ผมแค่อยากลองดูว่าการลองเขียนอะไรที่ไม่เป็นสาระดูบ้างจะเป็นอย่างไร ก็พบว่าเป็นอย่างที่เห็นนี่ละครับ สารัตถะอยู่ที่การมองให้เห็น อยู่ที่การให้ความหมาย อยู่ที่วิจารณญาณ บทความก่อนหน้าของผม อาจจะหาสารัตถะไม่ได้เลยก็ได้ หาคุณผู้อ่านไม่ได้ให้อะไรกับมัน ไม่ใส่"สาระ"ให้กับมัน แต่สำหรับคนที่สนใจอยากรู้ว่าวันๆหนึ่งผมทำอะไรบ้าง ก็อาจจะได้ "สาระ" ไปจากบทความที่"ไร้สาระ"ของผมก็ได้ ชีวิตของเราไม่ไร้สาระหรอกครับ ถ้าเราหาสาระให้กับมัน October 31 A Good StudentAn ideal American college student will . . . ...complete reading assignment before the class time. Hightlight all important points for discussion and clarification. Come to class prepared with questions and intellecutal points to raise. ...participate actively in class discussions. Engage in the topic the instructors are trying to make. Answer the questions. Express his/her opinion and ideas, intelligently. Always spell out thoughtful and critical comments. ...Take a good note from the lecture. Organize the course materials, readings, and assignment sheets in the folders. Regularly revise what he/she learns in the classes and do more reading on the difficult topics. ...spend significant amount of time doing careful research on any assignment. Take notes on important and relevant information from the articles or literatures. Wisely incorporate the findings into his/her own work and provide many excellent analyses of your arguments. ...visit the professors during office hours or other times to discuss his/her interests, problems, or concerns in the subject matters. Express your enthusiasm and willingness to learn. ...participate extracurricular activities that involve the larger group of people on campus, community, or even the country. Engage or lead the activity(ies) that he/she is most passionate about and become a paragon for it. ...be sociable and outspoken. Go to different partys and social events and become well-accepted in the campus community. ...appreciate the beauty of arts and music. Play some sports to maintain a good physical conditionsUnderstand the importance of humanistic and scientific studies and be willing to embrace them. ...respect people's comments on his/her behaviors, actions, and performance. Fully implement the comments to improve his/her quality without being discouraged and see the improvement as a chance to grow instead of deterioration of characters. The list will go on... Is this too much, too overwhelming, too exhausting? Then ask yourself if you still want to be a good student. No? Just want to be a mediocre student? You can try, but what does mediocre mean to you? If you are not trying to be a good student, why are you struggling in the higher education? Does it make sense to try your best, but not want to get the best? Could you really try to be just mediocre? I am pondering. . September 16 ฤดูร้อนสำหรับนักเรียนในสหรัฐอเมริกา เดือนกันยายน ก็คงหมายถึงจุดสิ้นสุดของฤดูร้อน ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ปราศจากการบ้าน การเรียน เป็นเวลาที่หลายๆคนจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมาตลอดปี แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ การปิดภาคเรียนของนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ จึงไม่ใช่แค่การกลับไปพักผ่อนอยู่บ้าน แต่ยังเป็นการใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุดอีกด้วย หลายคนเลือกทำงานพิเศษที่มหาวิทยาลัย หรือ ตามองค์การห้างร้านทั่วไป บางคนก็เลือกที่จะท่องเที่ยวไป ตามใจฝัน สุดแท้แล้วแต่เป้าหมายและสถานการณ์ของแต่ละคน สำหรับผมแล้วฤดูร้อนนี้หมดไปกับการเรียนรู้นอกห้องเรียน ในวิชาที่ยากที่สุดวิชาหนึ่งของชีวิตนี้ นั้นก็คือ วิชา ประเทศไทย ผมตั้งใจกลับเมืองไทยช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อมาเพิ่มพูนประสบการณ์ของตัวเอง ในด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมศึกษา ซึ่งทำให้ในการกลับบ้านครั้งนี้ ต่างจากครั้งไหนๆที่่ผ่านมา การกลับบ้านครั้งนี้ ทำให้ผมมองสิ่งที่เรารู้จักว่า "ประเทศไทย" ในมุมใหม่ที่น่าสนใจมากขึึ้น การที่เราอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเสียจนเคยชินนั้น จะทำให้เราสูญเสียความสามารถในการพิจารณาที่ของเราอย่างเป็นธรรมไป หลายคนอาจจะคิดว่าประเทศของเรานี้ก็มีคนขยันวิจารณ์ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว แล้วผมจะมาทำตัวเป็นพวกนักเรียนนอกที่กระเดียดวิจารณ์บ้านเกิดเมืองนอนอีกหรือ? การพิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้จัก คิดว่าเราเข้าใจ มิใช่การจ้องจับผิดหรือหาข้อบกพร่องของสิ่งเหล่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจอย่างแท้จริง กับสิ่งที่เราคิดว่าเราเข้าใจมันแน่ๆ ตัวอย่างเช่น เรากินข้าวทุกวัน เราก็ไม่รู้หรอกว่าข้าวมันมาอย่างไร จากไหน คุณค่าเป็นอย่างไร หรือถึงจะรู้ ก็อาจจะไม่ซาบซึ้ง เท่ากับเมื่อ ไม่มีโอกาสได้กินข้าวทุกวันอย่างที่เคย เฉกเช่นเดียว การได้จากบ้านเมืองมา ก็ย่อมทำให้คุณค่าและความสำคัญของบ้านเมืองเรามากขึ้น ฤดูร้อนนี้ ผมได้สัมผัสป่าที่สมบูรณ์ที่สุดผืนหนึ่งของเมืองไทย ได้เห็นความเขียวขจีที่ปกคลุมทุกตารางนิ้วที่ผมเหยียบย่ำ ได้สัมผัสความชุ่มชื้นของละอองฝนที่เทกระหน่ำซ้ำสาดอยู่เช้าเย็น ได้พูดคุยกับผู้คนที่เราคิดว่าเราไม่เคยคิดว่าจะได้คุย ได้ความตื้นตันใจเมื่อเห็นคนเกินครึ่งบนรถประจำทางใส่เสื้อเหลืองทุกๆวันจันทร์ ได้พบความเปลียนแปลงและสถานการณ์ต่างๆมากมาย ฤดูใบไม้ร่วงนี้ เมื่อได้กลับมาเหยียบย่ำแผ่นดินของประเทศมหาอำนาจนี้อีกครั้ง ผมได้สัมผัสป่าสนอันสวยงามและรื่นรมย์..... แต่เพิ่งถูกฟื้นฟูมาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของต้นสนขาวสูงหลายสิบเมตร........แต่มันไม่มีความหมายอะไรกับผม ได้สัมผัสความเย็นของน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก........แต่ก็เย็นเกินไปที่จะลงไปดำว่าย ได้คุยกับผู้คนมากมาย หลากหลายภาษา.......แต่ก็ไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา ได้มีความสุขที่เห็นคนมากมาย ทำกิจกรรมเพื่อสังคม......แต่ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีความสุข ได้พบความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ต่างๆมากมายเช่นกัน ผมมีความสุขที่ได้อยู่ ณ ที่นีื เพราะผมเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น แต่ผมอาจจะไม่ได้มีความสุขมากในฤดูร้อนที่ผ่านมา เพราะว่ารู้สึกเสียดายว่าเวลามันช่างน้อยเกินเหลือเกินที่จะได้สัมผัสคุณค่าของเมืองไทย อย่างน้อยที่สุด ผมก็รู้ว่าผมจะต้องกลับไป และ ยังมีอะไรอีกมาที่รอให้ผมกลับไปเรียนรู้ และ เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของมัน August 18 ละครเวทีเวลาราวทุ่มครึ่ง ผมและแม่ฝ่าการจราจรอันโหดร้ายย่านพระรามเก้า และก็นำตัวเองเข้ามาสู่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ เวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะเป็นการแสดงที่ผมเฝ้ารอที่จะชมมากว่าหนึ่งปีเต็ม นั่นก็คือละครเพลงชื่อดังของไทย "ทวิภพ เดอะ มิวสิคัล"
นิยายชิ้นเยี่ยมของทมยันตีชิ้นนี้ได้รับการถ่ายทอดมาสู่สายตาประชาชนในหลายรูปแล้วละครับ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และล่าสุดก็มาเป็นละครเพลง เนื้อหาความรักต่างภพ ติดแนวย้อนยุคอย่างนี้ เป็นแนวที่แฟนละครเมืองไทยรวมถึงผม พลาดไม่ได้เป็นอันขาด และก็ต้องขอบคุณทางแอ๊กแซกท์ ที่ทำให้ผมไม่ผิดหวังกับการรอคอย ด้วยความตระการตาของฉาก และการเขียนบทที่ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ เรียกเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ ได้อย่างไม่ขาดสาย ตลอดสามชั่วโมงของการแสดง และผมยังนับถือผู้อยู่เบื้องหลังการแต่งเพลงต่างๆที่ใช้ในละครนี้ ซึ่งสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม ประกอบทั้งวงดนตรีที่บรรเลงก็ทำดนตรีไทยกับสากลได้อย่างกลมกลืนและยิ่งใหญ่ เสียไปนิดที่พระเอกของเรายังพลังเสียงไม่พอที่จะสู้กับนางเอกเราได้ แต่เรื่องอื่นๆแล้วผมยกให้สิบนิ้วเลย เรียกได้ว่าคุ้มค่าบัตรเข้าชมจริงๆครับ
เป็นอันว่าประทับใจครับ เรื่องราวของชีวิตที่พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาเอกราช จะต้องเลือกระหว่างชีวิตในสองภพ การตัดสินใจที่มีค่าเทียบเท่าชีวิต เป็นเรื่องราวที่อาจจะดูเป็นเรื่องเกินจริง เหนือชีวิตธรรมดาอย่างคนเรา แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว มันก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราๆทั้งนั้นแหละครับ
มีหลายครั้งใช่ไหมครับ ที่เราจะเลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าทางไหนจะดีกว่ากัน รู้เสียแต่เพียงว่าจะต้องเลือก และบ่อยครั้ง ที่เสียใจที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว เกิดเสียดายทางเลือกที่ทิ้งไป เรื่องราวในสองภพที่เกิดขึ้นบนเวที ก็เสมือนหนึ่งโลกคู่ขนาน ที่เราพบเห็นอยู่ทุกวันนี้นี่เอง ทุกครั้งที่เราเลือกทางใดทางหนึ่ง โลกคู่ขนานก็จะเกิดขึ้นตามไปเสมอ เสียแต่ที่ว่า เราไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เลยว่า บนโลกคู่ขนานนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เพราะฉะนั้นในเมื่ออยู่ในโลกคู่ขนานไม่ได้ ก็ต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง โลกที่เราได้"เลือก"เอง แม้ว่าทางเลือกนั้นจะไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่ก็เราเองมิใช่หรือที่เลือกทางเดินเหล่านั้น แล้วเหตุใดเล่า เราจึงมานั่งเป็นทุกข์ไม่พอใจในสิ่งที่เราได้เลือกไปเอง ถ้าเราได้เลือกทางเดิน อย่างที่หัวใจเราได้บอกแล้ว ก็ไม่ควรจะไปเสียใจกับมัน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบไปเสียดายไอ้เจ้าโลกคู่ขนานนั้น ผมมักจะลืมว่าไม่ใช่เพียงแต่นักแสดงละครเวทีเท่านั้น ที่ต้องเล่นให้สมบทบาทที่ได้รับมอบหมายสดๆ โดยไม่มีการแก้ไข แต่ชีวิตของผมก็อยู่บนละครเวทีของชีวิตเหมือนกัน
ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นสดๆ และย้อนกลับมาแก้ไขตัดต่ออะไรไม่ได้อีกแล้ว
ผมจึงต้องเล่นละครเรื่องนี้ต่อไปอย่างดีที่สุดครับ
August 04 ความเจ็บปวดในที่สุดเวลาก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วที่ผมได้เริ่มใช้ที่ว่างแห่งนี้เขียนเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาในชีวิต แต่ด้วยความแรงของอินเตอร์เน็ตเมืองไทยทำให้ผมไม่ได้สามารถเขียนได้อย่างต่อเนื่องนักในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ก็เลยเพิ่งได้มีโอกาสมายลโฉมปรากฏการณ์ใหม่ของที่ว่างนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปให้ดูหรูหราขึ้นสักเล็กน้อย
การศึกษาวิทยาศาสตร์ทำให้เราทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า อะไรก็ตามที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนที่โยกย้ายอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบเรียบ สงบนิ่งเสมอไป อย่างเช่นการศึกษาเรื่อง เอนโทรปี (entropy) ในวิชาอุณหพลศาสตร์ หรือ การศึกษาเรื่องการปรับสภาวะของร่างกายให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม (ภาวะธำรงดุล: homeostasis) สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เคยเหินห่างจากการเปลี่ยนแปลง เว้นเสียแต่ว่า ระบบที่ศึกษานั้นจะแตกดับไป
คงไม่ยากสำหรับหลายๆคนที่มีความสนใจในพระพุทธศาสนา และก็คงโยงใยเรื่องนี้กับหลักไตรลักษณ์ได้อย่างเกือบจะทันที ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะว่าการศึกษาทั้งวิทยาศาสตร์และพระพุทธศาสนาก็มุ่งอธิบายธรรมชาติทั้งสิ้น แต่สิ่งที่พระพุทธศาสนาพยายามชี้ให้เราเห็นก็คือว่า การที่จะต้องรับรู้กับความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่าทุกข์
อย่าเพิ่งเอาขมวดคิ้วแล้วคิดว่าทำไมวันนี้ผมพูดเรื่องอะไรเครียดนัก พอดีผมได้มีโอกาสได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอน และได้ฟังเพลงที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เป็นเพลงของนักร้องสาวหัวใจอิสระ ปาล์มมี่ พบว่ามีเนื้อเพลงที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพลงและมิวสิควีดีโอกล่าวถึงความผิดหวังช้ำชอก และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากคนรักไปมีคนอื่น ซึ่งฟังดูแล้วก็คงไม่แตกต่างจากเพลงรักอกหักอื่นๆทั่วไป แต่ผมกลับสนใจเนื้อเพลงท่อนฮุคที่แต่งไว้ได้อย่างดีทีเดียว
ผมชอบความสามารถของคนแต่งที่สามารถสอดแทรกความคิดพื้นฐานที่แม้คนไม่มีความรัก ก็สามารถรู้สึกได้กำลังใจจากเพลงนี้ได้ เพราะสิ่งเดียวที่จะทำให้เราอยู่รอดจากกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ คือ การทนอยู่และเรียนรู้กับมัน แม้สิ่งที่ได้พบจะเรียกว่าความเจ็บปวดก็ตาม แต่ก็คงไม่มีวิธีการที่ดีกว่าการอยู่ยอมรับมันใช่ไหมละครับ ชีวิตที่เข้มแข็งก็คือชีวิตที่ได้เรียนรู้ความเจ็บปวด ดังนั้นชีวิตที่ไม่เคยพบกับความเจ็บปวดจะเป็นชีวิตที่เข้มแข็งได้อย่างไรใช่ไหมครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กำลังจะพบความเจ็บปวดทุกคน ได้อดทนต่อไปนะครับ
จะมีสักวันที่คุณจะเข้มแข็งครับ
ปล.ขอบคุณปาล์มมี่ครับ
May 24 วันว่างในห้องว่างManchmal denke ich, was ich machen sollte. Ich weiß nicht. Vielleicht werde ich nie wissen. Muss ich immer was zu tun wissen? Vielleicht nicht.
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมนั่งว่างๆ อยู่ในห้องว่างๆ ที่ข้าวของถูกย้ายออกไปหมดแล้ว ผมตื่นนอนเมื่อตะวันเลยหัวไปเรียบร้อยแล้ว นั่ง กิน นอน ใช้ชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน เป็นเวลาว่างที่ผมมองหามาตลอดทั้งเทอมอันสุดแสนทรหด
แต่เมื่อมันมาถึง ผมกับรู้สึกแปลก ไม่คุ้นชินกับมันเสียอย่างนั้นแหละ
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อ่านจะนึกด่าผมอยู่ในใจว่า ว่างแล้วยังจะบ่นอีก ว่างก็พักผ่อนไปสิ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่แล้ว และผมก็ยอมรับคำตำหนิทุกชนิด ในความคิดอันไม่เป็นสารัตถะของผม แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนเคยมีความรู้สึกคล้ายๆกันใช่ไหมครับ
จากคนที่มีอะไรทำทุกวัน มีจุดมุ่งหมายว่าวันนี้ต้องทำอย่างนั้น วันพรุ่งนี้ต้องไปโน่นมานี่ กลับมาต้องนั่งเฉยๆ มาโลกและเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วรอบตัวในตารางเวลาอันเชื่องช้าของตัวเอง ตกลงว่านี่หรือคือเวลาว่างที่เราเฝ้าฝันมาแสนนาน
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเวลาว่างของผมนั้นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆนั้น คือ ความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำในอนาคตข้างหน้า ผมรู้เสมอว่า ผมสามารถใช้เวลาว่างเหล่านี้ในการเตรียมตัวสำหรับภารกิจในอนาคตได้ เพื่อที่ว่าในเวลาข้างหน้า จะได้ไม่ยุ่งมากเสียจนต้องคร่ำครวญหาเวลาว่างอีก แต่ยิ่งผมปล่อยเวลาว่างเหล่านี้ไปสู่การพักผ่อนมากเท่าไร กลับรู้สึกผิดมากเท่านั้น
ผมบ้างานหรือเปล่า?
ผมไม่ทราบครับ รู้แค่ว่าถ้าผมบ้างาน ป่านนี้งานผมก็เสร็จไปเยอะแล้ว ผมว่าผมคงประเภทกังวลกับงานมากกว่า เป็นพวกดีแต่กังวลแต่ไม่รู้จักทำ อันนี้ยอมรับโดยดุษฎี มันก็เลยทำให้เวลาว่างของผมช่างดูประหลาดเสียเหลือเกิน เพราะว่าชีวิตคนเรา(อย่างน้อยก็ของผม)มันเต้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบข้างไปตลอดเวลา
ผมเคยจินตนาการอยากมีเวลา"ว่าง" ที่ผมว่างจากภาระหน้าที่การงานต่างๆ ไปนั่งอยู่ริมทะเลตากอากาศนั่งทอดอารมณ์ให้ไหลไปตามคลื่นลม เวลานั้นก็คงจะดีไม่น้อย
แต่ผมก็ได้เรียนรู้จากเวลา"โคตร"ว่างของผมตอนนี้ว่า เวลาว่างที่มีคุณค่าจริงสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในการทำงาน ก็คือเวลาว่างที่ได้มาจากการทุ่มเททำงานให้เสร็จเป็นอย่างๆไป และเวลาว่างคือรางวัลสำหรับความทุ่มเทเหล่านั้น เวลาว่างเป็นเครื่องหมายความสำเร็จในการบริหารเวลาอันยอดเยี่ยมของคุณ ผมรู้สึกว่าเวลาว่างเหล่านั้นไม่เพียงแต่เติมเต็มชีวิตของคุณ มันยังช่วยย้ำเตือนด้วยว่าตัวคุณยังมีคุณค่าต่อคนรอบข้างคุณ
ถ้าวันนี้คุณเหนื่อยล้า รู้สึกว่าเวลาว่างไม่เคยเป็นของคุณเลยแม้แต่วินาทีเดียวเลย ขอให้รู้ไว้เถิดครับว่า ชีวิตของคุณยังมีค่า มีเป้าหมายที่คุณวิ่งเข้าหา ตัวคุณยังมีประโยชน์แก่ผู้คุณรอบข้างคุณ
และเมื่อเวลาว่างของคุณมาถึง มันจะมีความหมายมากมายกว่าเวลาว่างของคนไร้ประโยชน์อย่างผมทีเดียวละครับ May 20 จบปีผมเคยนึกสงสัยว่า สีขาวนี่มันมีพลังอย่างไรหนอ จนกระทั่งตอนนี้ผนังสี่ด้านของห้องผมกลายเป็นสีขาวสนิท หลังจากที่ถูกปกคลุมด้วยโปสเตอร์และรูปภาพมานานนับปี ความขาวโล่งของมันทำให้ผมใจหายไม่น้อย
ผมกำลังจะย้ายออกแล้วครับ
ไม่ได้โดนไล่ออกจากโรงเรียน หรือว่าไปทำความเสียหายให้กับทางมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งชีวิตแสนเศร้าของเด็กหอที่ต้องย้ายเข้าย้ายออกมันทุกปี ปีหน้าห้องผมก็จะตกไปเป็นของสาวๆปีหนึ่ง ที่แห่มาดูห้องกันตั้งแต่เสียไก่โห่ แล้วก็เศร้าใจในความรกรุงรังของชายโสดสองคนเจ้าของห้องปัจจุบัน
เก่าไปใหม่มาเป็นเรื่องธรรมดา
หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก มีเรื่องราวต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งดีและไม่ดี แม้ว่าชีวิตจะลิขิตได้ แต่บางอย่างก็เลือกไม่ได้ สงสัยจะเป็นกรรมเก่าที่ไปทำกับใครเค้าไว้แต่ชาติปางไหน อย่างไรก็ดี มันก็น่าชื่นใจเหมือนกัน ที่อย่างน้อยก็นำชีวิตตัวเองรอดพ้นทุกๆอย่างมาได้
จบปีนี้ นักเรียนปีสี่ก็จะออกจากมหาลัยไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง ปล่อยปีอื่นๆต้องนั่งเรียนกันต่อไป ความพิเศษของมหาวิทยาลัยที่นี่ก็คือนักเรียนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ในมหาวิทยาลัย และแต่ละชั้นปีก็อยู่ปนๆกัน (ยกเว้นปีหนึ่งที่มีหอต่างหาก) ทำให้เกิดความผูกผันในกลุ่มนักเรียนอย่างไม่น่าเชื่อ สุดสัปดาห์ต่างก็มีงานเฮฮาสังสรรค์ในห้องพักรอบมหาวิทยาลัย จึงไม่แปลกถ้าพี่ใหญ่อย่างปีสี่จะจากไป ก็คงแปลกไปเหมือนกัน เพื่อนผมหลายคนก็จบการศึกษาในปีนี้ เด็กปีสองบางคนก็ไปเรียนต่างประเทศปีหน้า หรือบางคนก็ไปเรียนต่างมหาลัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ส่วนผมก็คงจะอยู่นี่ต่อไป เป็นเด็กปีสามเฝ้าโรงเรียน
ตอนเรียนๆอยู่ เคยถามตัวเองไหมครับว่าเรียนไปทำไม เรียนแล้วได้อะไรขึ้นมา ตัวเราฉลาดขึ้นไหม เรื่องอะไรเราต้องมานั่งเหนื่อยทุกๆวันอย่างนี้ด้วย คำตอบของเรียนไปทำไมก็คงหาไม่ยาก เพราะว่าที่เราเรียนนี้ก็เพื่อให้วุฒิมาประกอบการหางานทีมันดีๆหน่อย แต่อาจจะตอบไม่ง่ายหนักสำหรับคำถาม เรียนแล้วได้อะไรบ้าง ได้พัฒนาตัวเองไหม มีคนหลายคนถกเถียงกันว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีประโยชน์ในวิชาชีพมากน้อยแค่ไหนกันเชียว ใบปริญญากับทรานสคริปต์ชี้ค่าของตัวคุณได้มากน้อยเพียงไร
ผมก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้คือ การที่เราพยายามเปิดหัวสมอง เปิดใจให้รับสิ่งใหม่ๆที่มา ทุกอย่างก็เป็นความรู้ได้ทั้งนั้น เรื่องที่เราเรียน เรื่องตลกที่อาจารย์เล่าเปลี่ยนบรรยากาศ เรื่องซุบซิบนินทาในหมู่เพื่อนฝูง งานสังสรรค์วันหยุด บรรยากาศรอบๆโรงเรียน ล้วนให้ความรู้แก่เราทั้งสิ้น เราอาจจะไม่สังเกตว่าชีวิตของเราเปลี่ยนไปทุกวันที่มีประสบการณ์มากขึ้น พูดคุยกับคนมากขึ้น ได้เห็นความแตกต่างเปลี่ยนไปของโลกมากขึ้น ผมว่านั่นแหละครับคือประสบการณ์ที่อย่างน้อยที่สุดควรจะได้จากวุฒิมหาวิทยาลัย
ถามตัวผมเองว่า แล้วคุณละได้ความรู้เหล่านั้นมากพอหรือยัง ผมก็คงตอบว่าไม่ เพราะตราบใดที่โลกยังหมุนและผมยังหมุนไปกับโลก คงไม่มีวันหยุดเรียนเรื่องราวของโลกรอบข้างผมได้ การเรียนจบมันเป็นเพียงจุดๆที่สังคมสร้างขึ้น บอกว่าคุณมีความรู้ วุฒิภาวะมากพอที่จะก้าวไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้ข้อสอบ หรือ อาจารย์เป็นตัวชี้วัดคุณ เป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า ชีวิต อย่างแท้จริง
ขอให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน ทุกระดับการศึกษา โชคดีและประสบความสำเร็จกับชีวิตใหม่ที่กำลังจะมาถึงครับ May 07 รักคุณเข้าแล้ว(หรือ?)เวลานี้เดินไปไหนมาไหนในมหาวิทยาลัยที่สุดแสนจะไกลจากแสงสีและหมอกควัน ก็จะอดมอบรอยยิ้มให้กับต้นไม้ที่ค่อยๆผลิดอกออกใบให้เราชื่นชมกันหลังจากที่เก็บซ่อนความเขียวขจีเพื่อความอยู่รอดไว้ตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา นกน้อยที่ซ่อนตัวเงียบหรือบินไปต่างถิ่นก็กลับมาส่งเสียงเจื้อยแจ้วทำให้เมืองที่เคยเงียบงันและมืดครึ้มมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
เสียอย่างเดียวที่เทอมนี้เรียนวิชาปักษีวิทยา ทำให้ตอนนี้เดินไปไหนก็ต้องเหลียวหลังมองหาว่านกอะไรมันร้องอยู่ แต่จะถือว่าเป็นข้อดีด้วยก็ได้เพราะว่าทำให้เราชื่นชมธรรมชาติได้มากขึ้น
แต่นั่นแหละครับ ภายใต้ความสวยงามของธรรมชาติ หน้าที่ของมนุษย์มักมากอย่างเราๆก็ต้องดำเนินต่อไป การบ้าน งาน การเรียน ชีวิต มีเรื่องมาให้คิดให้แก้ปัญหาทุกวัน ลำพังตัวของเราเองก็มีเรื่องให้คิดมากมายพอควรแล้ว ไหนจะเพื่อนฝูง ครูอาจารย์ พ่อแม่พี่น้อง และอื่นๆอีก จะให้ไม่คิดถึงก็ไม่ได้หรอกครับ
จะว่าไปแล้ว การที่เราต้องคิดเกี่ยวกับคนอื่นนี้อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้นะครับ เพราะหลายครั้งที่เราพยายามจะคิดเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง เราไม่สามารถดึงตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นได้ ทำให้เกิดความสับสน แต่เมื่อเรามองคนอื่น เรามองในฐานะคนที่เราอยู่ข้างนอก มองเห็นปัญหาได้รอบด้านกว่า แม้ว่าจะตื้นกว่าแต่ก็ไม่จมดิ่งในห้วงอคติที่บดบังความคิดอันแยบคาย
การทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้(สมควรจะ)เชี่ยวชาญด้านโสตทัศนศึกษาของมหาวิทยาลัย ทำให้ผมได้เจอผู้คนมากมาย ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักการภารโรง จนถึงนักการเมือง เวลาที่ทำงานก็จะได้ให้แง่มุมของคนที่ต่างๆกัน รวมถึงความคิดของเขาด้วย
วันนี้ผมทำงานให้กับละครเวทีของวิชาอิตาเลียนขั้นสูง แน่นอนละครับว่าผมไม่รู้อิตาเลียนสักกะนิดเดียว แต่มีบทสนทนากับอาจารย์ภาษาอิตาเลียนที่เตือนใจผมอยู่อย่างหนึ่ง อาจารย์ท่านนั้นบอกผมว่า
"นักเรียนส่วนใหญ่ที่มาเรียนภาษาอิตาเลียน มาด้วยใจรัก เพราะว่าเขาไม่สามารถยึดเป็นวิชาเอกได้อยู่แล้ว ทำให้เรามีนักเรียนที่ดีมากๆกลุ่มหนึ่ง"
ครับ "มาเรียนด้วยใจรัก" ฟังดูแล้วเลี่ยนๆพิกล แต่คิดดูแล้วก็น่าสนใจที่ว่า คนเราสามารถหาสิ่งที่รักได้ขนาดนั้นจริงๆหรือ?
ผมเองยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมรักคืออะไร วิชาเรียน คน สิ่งของ สถานที่ อะไรละที่จะบอกได้ว่าเรารักมันจริงๆ ผมผูกพันกับหลายๆสิ่งในชีวิต ผูกพันกับครอบครับ โรงเรียนที่ผมเรียน กับเพื่อนๆในห้องเรียน รู้สึกแปลกๆไปเมื่อไม่ได้เห็นที่สิ่งที่ผมผูกพัน อย่างนี้เรียกว่ารักหรือเปล่าครับ
แต่บางครั้ง ผมไม่ได้มีความสุขตลอดเวลาที่อยู่กับมัน ทุกอย่างที่ผมผูกพันมีส่วนที่ผมไม่ชอบ ส่วนที่ผมเบื่อ บางครั้งแทบอยากจะไม่เห็นมัน บางครั้งก็ลืมๆมันไป อย่างนี้แปลว่าผมไม่รักมันแล้วใช่ไหมครับ
หรือว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
หรือว่า ผมควรหัดที่"รัก"บางสิ่งเสียที มองข้ามสิ่งที่มันไม่ดี สิ่งที่เราไม่ชอบ เก็บสิ่งที่เราชอบเอาไว้ แล้วจะได้พูดได้อย่างเต็มปากว่า เรารักอะไรเป็นสักที
ถ้าผมทำอย่างนั้นจริง ก็แสดงว่าผมจะต้องเป็นบทคน"ตาบอด" ที่นึกฝันแต่ภาพที่ตัวเองชอบเอาเอง
ณ เวลานี้ ผมขอเป็นตาดีที่มีความทุกข์และไม่รู้ว่าความรักเป็นอะไรไปก่อนละครับ
ผมขอ"รัก"ในความไม่สมบูรณ์ที่โลกนี้หยิบยื่นให้ แต่ถ้าวันหนึ่งกฎแห่งกรรมจะทำให้ผมเกิดตาบอดกับเขาขึ้นมาบ้างก็เอาเถอะครับ ผมจะยอมรับมัน ผมได้ยินมาว่าคนตาบอดในแง่นั้นก็มีความสุขกันหนักหนา
อ่านมาถึงตรงนี้อย่าคิดว่าผมอิจฉาหรือไปว่าท่านๆที่เกิดตาบอดด้วยเหตุดังกล่าวมานะครับ แค่จะบอกว่าบนโลกนี้ก็มีที่ให้คนตาไม่ยอมบอดอยู่ได้เหมือนกัน
แค่ว่า คนพวกนั้น ต้องยอมรับทุกสิ่งที่เห็น ก็เท่านั้นเอง
April 22 มีปัญหาดีกว่าไหมอีกครั้งที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง จากฤดูหนาวที่ขาวโพลนกับอากาศอันแปรปรวน สู่สายฝนที่อุ่นบ้างไม่อุ่นบ้างมาขับไล่ความหนาวออกไป ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ทิ้งใบไปเมื่อหลายเดือนก่อน ก็เริ่มที่จะขยับขยายแตกยอดสีเขียวอ่อนให้ได้ชื่นชมกันบ้างแล้ว
ในเมื่อธรรมชาติยังเปลี่ยนแปลง และคนตาดำอย่างเราที่(ไม่รู้ตัวว่า)เป็นทาสของธรรมชาติ จะไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
เสียอย่างเดียวว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ทั้งดีและร้าย และบางครั้งก็ย้อนกลับไม่ได้
มานั่งนึกๆนะครับว่าเวลาผ่านไปวันหนึ่งๆนี้ เราได้ทำอะไรไปบ้างที่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปพร้อมๆกับธรรมชาติและความเป็นจริงของอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งแย่ เพราะก็เล็งเห็นแต่การเปลี่ยนแปลงในด้านที่เลวลง
การที่เราโตขึ้น มักทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอำนาจเพียงพอในการควบคุมตัวเอง ทำให้รู้สึกว่ามีวิจารณญาณเพียงพอในการตัดสินใจ รู้ว่าอะไรดีไม่ดี หรือถึงรู้ว่าทำอะไรไม่ดี ก็คอยบอกตัวเองว่า เราโตแล้วควบคุมตัวเองได้
จริงหรือเปล่า?
หรือว่าเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองโตแล้ว
คงต้องทนผมหน่อยละครับ ถ้าผมเขียนเรื่องเด็กกับผู้ใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันเป็นสิ่งที่ผมคิดและคิดจนกลายเป็นความกังวล มันไม่น่ากลัวหรือครับเพราะในไม่กี่ชั่วยามนี้ ผู้คนจะเรียกเราว่าผู้ใหญ่ ขณะที่ตัวเราอาจจะไม่ได้เป็นด้วยซ้ำ
ผมลองย้อนคิดกลับไปว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง สมบูรณ์ กล้าที่จะเผชิญปัญหาทุกอย่างได้นั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ผมเลยสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่าระหว่างการเติบโตมานี้เราควรเผชิญปัญหาและความยากลำบาก ความชั่ว บ้างหรือไม่
คำตอบแว้บแรกอาจจะเป็น ก็ต้องสิ ไม่งั้นจะรู้จักชีวิตได้ไง ต้องผ่านอะไรมาบ้าง จะได้ลองผิดลองถูก เลือกทางด้วยตัวเอง
ลองคิดอีกทีนะครับในฐานะตัวเองเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณกล้าให้ลูกหลานคุณเรียนรู้ด้วยวิธีนี้หรือเปล่าครับ กล้าที่จะให้เขาต้องสัมผัสกับความขมขื่นในชีวิต ให้เรียนรู้ความลำบาก ให้ตกอยู่สถานการณ์อันล่อแหลมต่อศีลธรรม เพียงเผื่อที่จะให้เข้าเรียนรู้และเอาชนะมันได้เอง
หรือว่าจะเก็บพวกเขาไว้เป็นผ้าขาวและเป็นผู้ใหญ่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตใจใสสะอาด ปราศจากเรื่องชั่วร้าย
ผมตอบไม่ได้นะครับเนี่ย
เหตุการณ์ในการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต ช่วงที่หนักๆอาจจะเป็นช่วงวัยรุ่นที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่อย่างที่เราเห็นนะครับ ว่าวัยรุ่นหลายคนไม่สามารถเอาชนะปัญหาในจุดนั้นและหลุดรอดออกมาเป็นผู้ใหญ่ได้ บางคนจมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ตกนะจุดนั้นและก็เสียผู้เสียคนไป
มีสักกี่คนเชียวคนที่เอาตัวรอดจากตรงนั้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราเห็นกันตามนิยาย
แต่ในขณะเดียวกัน มีคนที่ประสบความสำเร็จสักที่คนที่ไม่เคยประสบปัญหาในชีวิต ไม่เคยรู้สึกกดดัน ไม่เคยรู้สึกท้าทายโดยอำนาจฝ่ายมืด เคยแต่อยู่ในโลกที่สุขสวยงาม
แล้วเราจะไปทางไหนดีละครับ
ความจริงอย่างหนึ่งคือ ความทุกข์ ความไม่สบายใจ ความลำบาก เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แม้คุณจะเกิดมาสบายร่ำรวย คุณก็มีความทุกข์ในแบบของคุณอยู่ดี (อย่างเช่น ทำไมไม่ได้ไปเที่ยวนะ ขณะที่คนอื่นอาจจะบ่นว่า ทำไมไม่มีข้าวกิน) คุณอาจจะเกลียดมัน ไม่อยากเจอกับมัน อยากจะวิ่งหนีไปเสีย แต่ไม่ใช่เพราะมันหรือครับ ที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้นมาได้
มีคำกล่าวหนึ่งที่ผมได้ยินมานานแล้วว่า "That which does not kill you makes you stronger" อะไรที่ทำให้คุณไม่ตาย(แต่เกือบตาย)จะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น
ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือเปล่า แต่ว่าคนที่จะแก้ปัญหาได้ดีกว่า ย่อมเป็นคนที่ผ่านปัญหานั้นมาแล้ว คนที่ไม่เคยพบกับมัน ก็จะไม่เข้าใจมัน และอาจจะแก้มันได้ไม่ดีเท่ากับคนที่เอาชนะมันมาก่อน
ถ้าอย่างนี้แล้ว คุณเริ่มอยากมีปัญหากับเขาบ้างหรือยังครับ April 07 เมื่อผมโตขึ้นเมื่อตอนเราเป็นเด็กกันนั้น พวกเราก็อาจจะคิดบ่อยๆว่าเมื่อไรหนอ เราจะโตเป็นผู้ใหญ่สักที เป็นเด็กออกจะน่าเบื่อ ทำโน่นทำนี่ก็ไม่ได้ ต้องรอเป็นผู้ใหญ่ก่อน เวลาเรามองรุ่นพี่ตัวโตๆในโรงเรียนก็นึกในใจว่า เมื่อไรหนอเราจะตัวโตสูงใหญ่อย่างนั้นบ้าง เราจะได้ทำอะไรเองได้เสียที ไม่ต้องพึ่งพิงใคร
แต่เมื่อเวลามาถึง พวกเราหลายคนรวมถึงตัวผมเอง เราต่างก็คิดถึงเวลาที่พวกเราเป็นเด็กกัน ชีวิตที่แสนอิสระ ไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องคิดถึงใคร ไม่ต้องดูแลใคร แม้แต่ตัวเอง ยิ่งเวลาที่ภาระถาโถมคนวัยเรียนวัยทำงานอย่างพวกเรา ก็นึกอิจฉาเด็กๆที่วิ่งเล่นไปมาไม่ได้
สรุปว่าเราจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ดีละครับ?
ในห้องเรียนวิชาเยอรมัน ผมได้มีโอกาสอ่านบทความอันหนึ่งเป็นเรื่องสั้นที่แต่งขึ้น โดยตอนที่นำมาเรียนนี้เป็นจดหมายที่ลูกชายที่ย้ายไปอยู่อเมริกาเขียนถึงแม่ตัวเองที่ยังอยู่ในเยอรมัน ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายเขียนว่า "Jung ist jung, und Alt is alt." แปลให้เข้ากับสำนวนไทยเล็กน้อยก็จะได้ประมาณว่า "เด็กก็คือเด็ก แก่ก็ส่วนแก่" ซึ่งฟังดูอาจจะโหดร้ายไปหน่อย แต่ว่ามันก็มีเค้าความจริงอยู่บ้างใช่ไหมละครับ
เด็กก็คือเด็ก เข้าใจเด็ก และไม่เข้าใจความแก่ชรา
และคนแก่ ก็คือคนแก่ แม้จะผ่านวัยเด็กมา แต่ว่าก็ไม่สามารถเข้าใจเด็กอย่างที่เด็กเข้าใจตัวเองได้
ผมเคยคิดเหมือนกันว่าที่จริงแล้ว ผู้ใหญ่ดีกว่าเด็กจริงหรือไม่ เพราะว่าเด็กเค้าก็มีประสบการณ์ของเขาเอง มีโลกและปัญหาที่ต้องประสบแตกต่างไปจากโลกของผู้ใหญ่ ไม่แน่ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าเด็กทำอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ดี อาจจะไม่ใช่ปัญหาของเด็กก็ได้ แต่อาจจะเป็นปัญหาของผู้ใหญ่เองที่เอามาตรฐานตัวเองเข้าไปตัดสินเด็ก
ผมไม่ได้เขียนเข้าข้างเด็กนะครับ เพราะตัวเองก็มีอายุไม่น้อยแล้ว
แต่อายุก็เป็นเพียงตัวเองจริงๆแหละครับ
ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่อยากแก่ แต่ว่าผมรู้สึกได้ว่ายิ่งแก่ขึ้นเท่าไร ไอ้ความเป็นเด็กในตัวผมก็ยิ่งออกมาวิ่งเล่นมากเท่านั้น ผมก็เลยแค่สงสัยว่าตกลงแล้ว ตัวเองทำตัวเป็นเด็ก หรือ ว่าไอ้ความที่เราพยายามจะเป็นผู้ใหญ่มันทำให้เราเห็นตัวเองเป็นเด็ก
ทีนี่คุณกวาง เอบีนอมอลก็อาจจะถามผมว่า "เด็กกว่าแล้วไง" อีก ผมก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีหรอกครับการเป็นเด็กเนี่ย แต่ว่าผมเลือกไม่ได้นี่ครับว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ในเมื่อร่างกายผมมันก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน มันก็ต้องกลายเป็นผู้ใหญ่ในทางชีววิทยาอยู่ดี
ผมรู้แหละครับว่า เราก็ไม่ควรให้มาตรฐานของอะไร หรือ ของใครมาตัดสินว่าเราจะเป็นอะไร แต่ว่าผมเองก็ปรารถนาที่จะเห็นตัวเองมีวุฒิภาวะไปกับอายุของตัวเอง และผมก็ยังไม่คิดที่จะทิ้งโลกอันวุ่นวายไปหาโลกแห่งธรรมอันสุขสงบกว่า ดังนั้นการที่เราแก่ตัวลงนั้น ก็ย่อมได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติของการเป็นผู้ใหญ่ไปโดยปริยาย ผมจึงได้แต่ถอดถอนใจและต้องเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่เสียที
ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าผู้ใหญ่เขาเป็นกันอย่างไร
แต่ที่รู้ก็คือว่าผมยังเป็นเด็กของใครๆเสมอ March 25 ล่ามเมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเมืองไทยเป็นเวลาสองอาทิตย์ ต้องขอโทษเพื่อนหลายๆคนที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าจะไป เพราะว่าการกลับบ้านครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา ผมมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างออกไป
ผมไปเป็นล่ามครับ
ผมได้มีโอกาสมาเมืองไทย กับเพื่อนๆอีกสิบคน เพื่อมาทำงานอาสาสมัครในช่วงปิดเทอมสั้นๆนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนี้จะมาทำงานอาสาสมัครในเมืองไทยได้อย่างไร ในเมื่อภาษาไทยก็พูดไม่ได้
นั่นละครับงานผมเลย
ผมในฐานะเจ้าของบ้าน และเจ้าของภาษามีหน้าที่แปลภาษาไทยบ้านเราให้เป็นภาษาฝรั่งที่เข้าใจ เข้าใจมากพอที่จะปฎิบัติงานตามที่เขาต้องการได้ ฟังดูแล้วก็เป็นงานที่ตรงไปตรงมา ถ้ารู้สองภาษาก็น่าจะทำได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต้องไม่ลืมว่าภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมด้วย
และวัฒนธรรมนี่แหละครับเป็นสิ่งที่ยากในการแปล
หน้าที่เพิ่มเติมของผมคือการอธิบายสิ่งที่ต่างๆที่อเมริกันชนเห็นหรือต้องการจะรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ความแตกต่างจากบ้านเมืองของเขา สิ่งละอันพันละน้อยที่คนไทยอย่างเราอาจจะไม่ได้ระแวดระวัง ก็เป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของฝรั่งได้ เหมือนกับที่เราว่าฝรั่งทำอย่างโน้นอย่างนี้ประหลาดนั่นแหละครับ งานจุดนี้เป็นงานที่ผมคิดว่าเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่ง เพราะการแปลและตีความของเราจะเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาจะเข้าใจในประเทศของเรา
ผมก็ได้แต่หวังว่างานของผมคงช่วยให้พวกเขาเข้าใจบ้านเราดีขึ้นไม่มากก็น้อย
แต่การทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาและวัฒนธรรมก็ช่วยให้ผมมองตัวเองได้ชัดขึ้น ในฐานะคนที่อยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม เพราะการทำงานในหน้าที่คือการยืนอยู่ในวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ต้องทำตัวให้เข้าหากับทั้งสองวัฒนธรรม มันเป็นการบังคับให้ผม"เลือก"ตำแหน่งของตัวเอง ในวัฒนธรรมทั้งสอง เป็นการบังคับให้ผมแสดงความเป็นคนไทยในบริบทของชาวตะวันตก และเป็นการบังคับให้ผมเรียนรู้ที่จะไกล่เกลี่ยความแตกต่างของวัฒนธรรม มากกว่าที่จะเลือกปฎิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ผมก็ยังไม่แน่ใจหรอกครับว่า ผมได้เลือกตำแหน่งของผมหรือยัง
แต่ที่แน่ๆคือการทำงานเป็นล่าม ณ จุดนั้น ได้หยิบยื่นประเด็นให้ผมเริ่มคิด
โลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่ผมยังไม่เข้าใจ และคงหาจะล่ามที่ให้มาแปลให้ก็คงจะไม่ได้ February 14 โคควายโคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี
โคลงข้างบนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโคลงโลกนิติ ที่พยายามนำเอาคำสอนและข้อคิดต่างๆมาผูกเป็นร้อยกรองให้ได้จดจำกัน เอาไว้เป็นคติเตือนใจ ผมเองก็จำได้แค่บาทสองบาทแรกก็ต้องไปนั่งหาบาทที่สามที่สี่มาเปิดดูกัน
ผมนึกถึงโคลงนี้เพียงเพราะบาทแรกของโคลงเท่านั้น บาทนี้ทำให้เราเห็นค่านิยมของคนไทยหลายอย่าง
หนึ่ง โคควายเป็นสัตว์ที่ไม่มีความสามารถอย่างอื่น เรียกสั้นๆว่าโง่ แม้จะโง่อย่างนี้ ตายไปก็ยังมีค่าเป็นเขาหนัง
สอง โคควาย เป็นสิ่งที่มีพระคุณต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก ยามอยู่ก็ให้ใช้แรงงาน ยามตายก็ทิ้งเขาหนังเนื้อไว้ให้เราใช้
ไม่ว่าคำจำกัดความของ โคควาย ของคุณจะเป็นเช่นไร ผมก็ขอยืนยันว่าอย่างน้อย โคควายมันก็ทำงานของมันด้วยกำลังของมัน
จริงอยู่ที่เราจะต้องใช้กำลังขัดขืนให้มันทำงาน แต่ร้อยละมากกว่าเก้าสิบก็เป็นเราที่เอาชนะมันได้ และมันก็ทำงานให้กับเรา
ผมจึงนึกขึ้นได้ ใจของเราแท้ๆยังไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองให้ทำงานได้อย่างที่ตัวเองปรารถนา แม้ว่ามวลสมองต่อปริมาตรร่างกายจะมากกว่าควายหลายเท่านัก
ดูเหมือนว่าจะช่วยอะไรได้ไม่มาก
และก็คงจะดูถูก "โคควาย" ไม่ได้อีกต่อไป
มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมได้พบก่อนเดินทางมาเรียนต่อ ท่านบอกว่า "วัยรุ่นสมัยนี้นะ ขออย่างเดียว ทำอะไรให้จดจ่อ ให้ใจนิ่งๆนะทำให้เสร็จเป็นอย่างๆไป ทำได้แค่เนี้ย พอแล้ว" ผมคิดว่าผมเข้าใจในคำพูดของท่าน แต่ผมเพิ่งรู้ว่าผมก็ได้สักแต่เข้าใจไม่ได้นำมาปฎิบัติอย่างจริงจัง
นี่เป็นข้อเสียของการแบกสมองไว้คิดอย่างเดียวหรือเปล่า?
ผมเลยเข้าใจ(อีกครั้ง) ว่าสติปัญญาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้นแต่อย่างไร หากสติปัญญา(ทางโลก)เหล่านั้นไม่ได้อบรม "จิตใจ" ให้เป็นระเบียบและเข้มแข็ง
ในโลกแห่งความรู้ ผมได้เรียนความหมายของชีวิตในฐานะมนุษย์ที่มีหน้าที่หลายอย่างบนโลก แต่ผมลืมที่จะฝึกปฎิบัติหน้าที่ของตัวเองในฐานะมนุษย์ที่พร้อมจะรองรับความหมายเหล่านั้น
คงต้องปิดท้ายด้วยประโยคเด็ดจากหนัง Spider Man II ที่ว่า "With great power comes great responsibility"
ไม่มีใครหรอกครับที่ได้อำนาจที่แท้จริง โดยปราศจากความรับผิดชอบ
และคุณก็ไม่ต้องมีอำนาจเหนือผู้คนทั้งโลก หรือ จำนวนมากถึง ๑๙ ล้านคน
แค่มีความรับผิดชอบต่อคนคนเดียวที่คุณเห็นในกระจกก็มากเกินพอแล้วครับ January 29 ชีวิตอยู่กับความหวังเปิดเทอมใหม่นี้ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Reviving Ophelia เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาวที่ต้องผ่านชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถูกแรงกดดันจากสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ อันได้แก่ การติดยาเสพติด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งท้อง และอื่นๆอีกมากมาย
ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นสาเหตุต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนของสรีระร่างกาย หรือสังคมรอบข้างที่คาดหวังให้ผู้หญิงเป็นคนที่มีบุคลิกขัดแย้ง เช่น ต้องสวยเซ็กซี่ แต่ไม่ยั่วยวน ต้องฉะฉาน แต่ไม่พูดมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กสาวส่วนใหญ่ ตกหลุมพรางของสังคมและทอดทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง ไปสู่ความเป็นตัวของคนอื่น
แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า หญิงสาวเหล่านี้ยอมเปลี่ยนตัวเอง แต่ไร้ซึ่งจุดมุ่งหมายในชีวิต รู้แต่เพียงว่าวันนี้ดิฉันจะต้องทำให้สังคมยอมรับให้ได้
ชีวิตที่ปราศจากจุดมุ่งหมายและความหวัง เปรียบเสมือนเรือไร้หางเสือ และชีวิตที่ปราศจากความหวัง ก็เหมือนท้องน้ำที่ไร้ลม จะทำอย่างไรเรือก็ไม่ไป ผมจึงคิดว่า จุดมุ่งหมายและความหวังมันต้องไปพร้อมๆกัน
บางคนมีจุดมุ่งหมายอันสูงส่ง ต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งที่แลดูห่างไกล ทำให้เขาอาจจะขาดความหวัง มันก็ไม่มีตัวผลักดันไปสู่จุดหมายได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้ามัวแต่เฝ้าหวังอยากได้นั่นได้นี่ แต่ไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ตรงไหนก็คงจะเดินไปสะเปะสะปะไม่ถูกทาง
ผมเปิดเทอมใหม่นี้ด้วยความหวังและกำลังใจ แม้หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาจะบอกผมว่า ท้องน้ำแห่งภาคการศึกษานี้จะเต็มไปด้วยพายุฝน คลื่นลมแรง ก็ได้แต่หวังว่าจุดหมายและความหวังที่มีอยู่นะขณะนี้จะพามันผ่านพ้นไป
ทุกวันนี้เหม่อมองไปในทะเล ก็จะเห็นแต่คลื่นลมแปรปรวน ทำเอาเรือน้อยใหญ่พัดกันไปไม่ถูกทิศถูกทาง แต่มีเรือบางลำเท่านั้นที่สามารถควบคุมทิศทางลม และสามารถนำเรือมาสู่ฝั่งได้ เฉกเช่นเดียวกัน มีคนไม่มากหรอกครับ ที่จะสามารถตั้งมั่นในจุดหมายของตน และรู้วิธีการที่จะแปรเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาสสู่เป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ประสบการณ์เป็นผู้คอยสั่งสอน
และนักเดินเรืออย่างผม ยังมีบทเรียนเกี่ยวกับทะเลทีต้องเรียนอีกเยอะครับ
|
|
|