Ekaphan's profile- B i e r I o l O g y -PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
- B i e r I o l O g y -the study about 'Bier' April 15 หนังสือที่พยายามอ่าน ชีวิตส่วนหนึ่ง(หรือส่วนใหญ่?)ของการเป็นนักเรียน คือการศึกษาหาความรู้ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีอยู่มากมาย ตามเรียนรู้กันไม่แทบจะไม่ไหว และก็แน่นอนว่ากิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการหาความรู้นั้นก็คือ การอ่าน ผมว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอ่านก็คือ ความสามารถของผู้อ่านในการสื่อสารกับตัวอักษรและถ้อยคำที่ผู้เขียนพยายามจะสื่อสาร บางครั้งเราอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าถึง หรือไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ได้แปลว่าคนเขียนไม่ดีหรืออย่างไร แต่เป็นเพราะว่า สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ หรือ วิธีการนำเสนอ เป็นวิธีการที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ เป็นสิ่งที่เราไม่สนใจ ไม่ได้มีพื้นเพที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อชีวิตของเราสักเท่าไร ลองดูตัวอย่างนะครับ สมมติว่าคุณไปหยิบหนังสือชื่อ "คู่มือมนุษย์" ของท่านพุทธทาสภิกขุ มาอ่านตอนอายุ 13 ปี คุณก็อาจจะเข้าใจเนื้อหา สาระ ส่วนใหญ่ของหนังสือ หรือไม่ก็สับสนงงงวยกับสิ่งที่ท่านพยายามจะสื่อสาร แต่คุณอาจจะรู้สึกเปลี่ยนไปเมื่อกลัับมาอ่านอีกที่ตอนอายุ 30 เมื่อคุณได้ผ่านโลก ได้เผชิญปัญหา ได้รบรากับกิเลสตัณหามานัดต่อนัด คุณอาจจะซาบซึ้งสิ่งที่ตัวหนังสือของ "คู่มือมนุษย์" พยายามจะบอก หลายครั้งผมไปร้านหนังสือ แล้วก็พยายามหาหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่าน ผมมักจะเจอกับปัญหาที่ว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหนังสือนั้นดี เราควรอ่าน อ่านแล้วจะสนุกกับมัน จะซาบซึ้งในเนื้อหา เดี๋ยวนี้หนังสือภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ มีคนมาวิจารณ์ไว้บนอินเตอร์เน็ต ข้อมูลแบบนี้หาได้ไม่ยาก แต่ปัญหาก็คือว่า คนแต่ละคนเสพย์เนื้อหาไม่เหมือนกัน มีมุมมองต่อโลกมนุษย์ต่างกันออกไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาวิจารณ์นั้น จะตรงกับสิ่งที่เราคิด หรืออยากรู้หรือไม่ คำตอบที่ผมส่วนใหญ่ที่ผมได้มาก็คือ ไม่รู้หรอกครับ ก็ต้องลองหยิบมาอ่าน แล้วถ้าชอบก็คือใช่ ถ้าไม่ชอบก็แปลว่า ยังไม่ใช่ หรือยังไม่ถึงเวลาที่คุณจะอ่านแล้วเข้าใจมัน ผมมีเพื่อนหลายคนที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เราก็มักจะแนะนำหนังสือให้กันและกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดีกว่าการไปร้านแล้วเลือกเอาจากชั้นที่มีอยู่มากมายจนเกินไป แต่บางครั้งเพื่อนของเรานี่แหละครับ ที่อาจจะหลากหลายกว่าชั้นหนังสือเสียอีก ผู้คนมาจากหลากที่ หลายถิ่น มันไม่ง่ายเลยนะครับ ที่จะหาคนที่มีประสบการณ์เหมือนเราทุกคน ที่จะมองโลกเหมือนๆกัน ที่จะเข้าใจทุกๆสิ่งเหมือนกัน ที่จะหยิบยื่นความคิดเห็นให้กันโดยไม่ขัดแย้ง หนังสือหลายเล่มที่เพื่อนผมแนะนำ ผมพยายามอ่าน แต่ผมก็ไม่เคยเข้าใจ หรือซาบซึ้งมันเท่าไร คงไม่ใช่เพราะว่าเพื่อนผมแนะนำหนังสือไม่ดี แต่ผมเองต่างหากที่อาจจะมองหรือเสพย์หนังสือในวิธีที่ต่างกับเขาออกไป ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน ผ่านอะไรมาไม่เหมือนกัน จะให้มองโลกเหมือนกันได้อย่างไร ซึ่งผมว่าที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำไปที่เราได้มีโอกาส เปิดมุมมองใหม่จากคนที่มีประสบการณ์ต่างกันออกไป เสียอยู่อย่างเดียว มันแอบเสียใจที่เพื่อนอุตส่าห์แนะนำให้อ่าน แต่เราดันไม่เข้าใจเอง April 02 แคลิฟอร์เนีย ในห้วงเวลาที่อาจจะแสนอบอ้าวของเดือนมีนาคมในประเทศไทย แคลิฟอร์เนียก็ได้ชุ่มฉ่ำกับสายฝนที่สาดเทมาเสียทุกวี่ทุกวัน โดยเฉพาะทางตอนเหนือที่ได้สัมผัสความหนาวเย็นและชุ่มชื้นของฤดูหนาว ก่อนที่จะเข้าสู่ความแห้งแล้งกันดารอันยาวนานและต่อเนื่องของฤดูร้อน ดอกไม้ป่าหญ้าก็ร่วมตอบสนองกับการมาของฝนห่าใหญ่ พอกันออกดอกช่อสวยงาม ประดับทุ่งหญ้าสีเขียวด้วยช่อสีสันฉูดฉาด เพียงเพราะว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะมีน้ำเพียงพอสำหรับความสวยงามที่แสนแพงในการชูช่อ และเพียงไม่กี่อาทิตย์ ช่อดอกอันงดงามเหล่านี้ก็จะร่วงโรยไป คืนกลับสู่ใบแห้งเขียวคล้ำที่จะต้องทนอยู่ไปอีกฤดูกาล หรือไม่ก็ตายจากไป เหลือไว้เพียงแต่ธนาคารแห่งเมล็ดที่จะเฝ้ารอการกลับมาของฝนของฤดูใบไม้ผลิ หลายครั้งหลายครา ที่ภาวะแล้งจัดเข้ามาเยี่ยมเยือนมลรัฐอันสวยงามแห่งนี้ แต่ผู้คนที่นี่ก็ไม่ได้ดูเหมือนจะเดือดร้อนกันมากเท่าไร มีการรณรงค์โฆษณาให้ประหยัดน้ำกันมากมาย ผู้คนก็กังวล ก็พูดถึงกัน แต่ก็ยังหลั่งไหลย้ายเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ ที่ที่ใครๆก็คิดว่ามีแสงแดดเจิดจ้าตลอดปี มีความสุขตลอดเวลา ก็เลยดูเหมือนกับว่า ปัญหาเรื่องน้ำจะไม่ได้กระทบกระเทือนผู้คนสักเท่าไร การอยู่แคลิฟอร์เนียทำให้รู้สึกถึง การอดทน การวางเฉย ต่อสภาวะที่จะทำให้เราไม่มีความสุข คนที่นี่เลือกที่จะมองหาแสงแดดในวันที่แดดออก เลือกที่จะออกไปเล่นสกีที่ทาโฮ เวลาที่ฝนตกตามชายฝั่ง เลือกที่จะลงไปลอสแองเจลลิส เมื่อโหยหาวัฒนธรรม เลือกที่จะไปทางเหนือ เมื่อมองหาทางธรรมชาติ คนเขามีทางเลือก เขาก็เลือกกันไป มิน่าใครๆ ถึงไม่ยอมย้ายออกจากแคลิฟอร์เนียกัน ผมไม่ได้พยายามโฆษณาความงามของแคลิฟอร์เนียหรอกนะครับ เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าในดินแดนที่เขาเลือกที่จะมาความสุขกัน เขาก็มีความสุขกันได้ ถ้าเรามองดินแดนของเราเห็นแต่ความเศร้า ความเห็นแก่ตัว ความบ้าบอไร้สาระ ของคนบางกลุ่ม ก็มองข้ามไปเถอะครับ มันไม่ได้แปลว่าดินแดนของเรานั้นดีเพราะเรามองข้ามปัญหา แต่ดินแดนของเรานั้นดีเพราะว่าเรามีสิ่งอื่นๆที่ดีกว่าสิ่งน่ารังเกียจให้มองและจมปลัก สุขสันต์เดือนเมษาครับ February 27 สักวันที่ฉันจะกลับมา ผมเปิดดูบันทึกสุดท้ายที่ผมเขียนที่ที่แห่งนี้ มันก็เป็นเวลาล่วงมาเกือบสองปีแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหกปานนั้น สองปีที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ผมเรียนจบ ผมย้ายที่อยู่ ย้ายโรงเรียน พยายามที่ไม่ลืมเพื่อนเก่า พยายามจะหาเพื่อนใหม่ กระเสือกระสนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะทำได้ แต่ก็ได้ทำ และต้องทำ มาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อกลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ ก็ทำให้นึกได้ว่า ตัวเราสมัยก่อนนี่ก็ช่างคิดดีจริงๆ แต่เสียอยู่ที่ว่า เรารู้จักแต่คิด พิจารณา แต่ไม่ได้ประสบพบเจอปัญหาต่างๆที่พูดมาด้วยตัวเองแบบจริงๆจังๆสักที หลายๆสิ่งที่ผมเขียนไป อ่านดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าเราจะคิดไปได้ขนาดนั้น แต่ก็คิดไปแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังมองโลกในลักษณะเดิม คือ พินิจพิเคราะห์มันไปเรื่อย จะหาสารัตถะนั้นก็มิได้ จะหาความสุขจากการคิดเช่นนั้น ก็ยิ่งแล้วกันใหญ่ หลายๆคนบอกผมว่าจะคิดไปหา...อะไร ในเมื่อมันทำให้คุณมีความทุกข์ปล่าวๆ ตัวผมเมื่อสองปีก่อนตอบคำถามนี้ไว้ว่า "ผมยอมมีความทุกข์ ถ้ามันจะทำให้ผมได้เห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนขึ้น" ตัวผมตอนนี้จะตอบคำถามนี้ว่า "ก็ข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่ดีกว่าให้คิดถึง สมองมันทำมาแบบนี้ เปลี่ยนไม่ได้หรอก สงสัยคงโดนสาปมา" การย้ายมาเรียน ทำงานกับคนที่อายุมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า ผู้ใหญ่ นั้น ทำให้ผมพบว่าโลกทัศน์ของการเป็นนักเรียน การเป็นเด็กนั้น มันช่างแตกต่างจากการเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เคยคิด ไม่เคยคำนึงถึง ไม่เคยกังวลเกี่ยวกับมัน สิ่งเหล่านั้นปรากฎชัดเจนในโลกของ"ผู้ใหญ่" ในโลกของคนที่กระเสือกกระสน หาเงินเลี้ยงปากท้องตัวเองและลูกเมียสามี ของคนที่ความรักโลภโกรธหลง เป็นของจริง สัมผัสได้ และ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ผมเริ่มเข้าใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น เริ่มยอมรับความอับเฉาและน่ารังเกียจของชีวิตประจำวัน เริ่มเข้าใจในข้อเสียของตัวเองและพยายามที่จะอยู่กับมัน มากกว่าที่จะไปดันทุรังโละมันทิ้งออกจากชีวิต เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนเราจึงทำสิ่งที่เราไม่ควรทำ แต่ก็นั่นแหละ ผมเพิ่งจะเริ่มเข้าใจ.... ณ จุดหนึ่ง คนเราถ้าอยากมีความสุขแบบบ้านๆ แบบปุถุชน ที่ไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรมสักเท่าไร บางทีเราก็ต้องเลือกที่จะเป็นคนเห็นแก่ตัว เลิกกังวลเกี่ยวกับความสุขความทุกข์ของคนอื่นเสียบ้าง และกลับมาสนใจตัวเอง เลือกทำในสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข แม้ความสุขนั้นจะเป็นช่วงสั้นๆ ละเลยกฎเกณฑ์และกรอบสังคมอันงี่เง่าไปเสียบ้าง ชีวิตก็อาจจะแช่มชื่นขึ้นมาได้ เราอยู่กับบนโลกนี้ไม่นานนักหรอกครับ มีเวลาทำอะไร ถ้าทำได้ก็ควรจะทำใช่่ไหมครับ ถ้าคุณจะไม่เห็นด้วยกับที่สิ่งที่ผมคิดมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณครับ ผมทำอะไรไม่ได้ ผมรู้ว่า ผมคิดแบบไม่ยั่งยืน ไม่นึกถึงหลักธรรมทั้งหลายทั้งปวง ในการพึงเป็นคนดี มีศีลธรรม และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แต่ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ผมคิดอ่านเช่นนี้ไม่ได้บอกว่า คุณควรจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่น หรือทำผิดกฎหมายแต่ประการใด เพียงแต่กำลังจะบอกว่า บางทีคนเราก็เอาชีวิตไปผูกกับคนอื่น หรือกรอบที่คนอื่นสร้างไว้จนมากเกินไป เลยมองไม่เห็น ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองไม่มีความสุข ถ้าความสุขของคุณคือการผูกตัวเองไว้กับคนอื่น ก็ทำต่อไปเถอะครับ เพราะผมก็ทำอยู่ แก้ไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันทำให้ผมมีความสุขดีหรือเปล่า สองปีผ่านไป ผมกลับมาแล้ว ไม่ว่าใครจะเห็นหรือไม่ก็ตาม ผมกลับมาในที่ที่เปลี่ยนไป ในตัวตนที่เปลี่ยนไป และถ้าความคิดเห็นของผมจะเป็นประโยชน์กับใครๆ ผมก็ยินดีด้วย May 22 จุดยืนของคนไกลบ้านเวลาที่เรานึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกาและผู้คนที่เราเรียกว่า"อเมริกันชน"นั้น ก็คงจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนึกถึงฝรั่งหัวทอง ตาน้ำข้าว หน้าตาไม่ต่างกับชาวยุโรปที่เดินกันให้เกลื่อนถนนข้าวสาร กับคนผิวดำที่เราได้ดูตามหนังฮอลลีวูดหลายๆเรื่อง แต่อย่าลืมนะครับว่า อเมริกา เป็นแหล่งหลอมรวมวัฒนธรรมและดินแดนของคนอพยพ ไม่เพียงแต่คนไกลบ้านในสมัยก่อร่าง สร้างประเทศ กระแสการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้อย่างมิขาดสาย ผลก็คือ ทุกวันนี้ ถ้าคุณได้มีโอกาสเดินไปมาในเมืองใหญ่ๆ ก็จะสามารถพบเจอคนทุกเชือ้ชาติ ศาสนา สีผิว เดินปะปนกันบนถนนสายเดียวกัน กินข้าวกัน เรียนหนังสือในห้องเดียวกัน เราก็คงไม่แปลกใจที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้มีเถือกเถาเหล่ากอต่างกัน แต่ถ้าคุณถามหนุ่มๆสาวๆที่หน้าตาดูยังไงก็ไม่มีเค้าของความเป็นชาวยุโรปอพยพ มาตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่าพวกเขาเป็นคนประเทศไหน เขาก็จะตอบด้วยความมั่นใจว่า "I'm American. I'm from here." ผู้คนเหล่านี้เป็นผลผลิตจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่เข้ามาอยู่ในประเทศนี้ครับ พวกเขาเกิดมาบนแผ่นดินนี้ เรียนหนังสือที่นี่ กับคนที่นี่ มีเพียงบ้านและอาจจะชุมชนรอบข้างเท่านั้นที่คอยย้ำเตือนให้เข้ารู้ว่า รากเหง้าของพวกเขานั้นมาจากไหน แต่ทว่า นั้นเพียงพอหรือที่ทำให้คนคนหนึ่งเข้าใจว่าตนเองไม่ได้มาจากที่ที่ตัวเองยืนอยู่ ที่มาฉุกคิดเรื่องนี้ ก็เพราะผมได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Namesake ที่สร้างมาจากหนังสือของ Jhumpa Lahiri เนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในชีวิต ที่ตัวเอกในเรื่องคือ Gogol ต้องเผชิญในฐานะที่เป็นลูกของชาวอินเดียที่ผลัดถิ่นมาอยู่ในอเมริกา แต่ทว่าตัวเขาเองนั้นรู้สึกถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรม และรวมถึงชื่อของเขาเองด้วย ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราควรจะยืน ณ จุดไหน จุดที่ทำให้เราเข้ากับสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน หรือว่าควรจะยึดถือประเพณีแบบแผนที่บ้านเกิดเมืองนอนของเราปฎิบัติตามกันมา ไม่ใช้เพราะว่า มันขัดแย้งกันไปเสียทุกอย่างหรอกนะครับ สำหรับผมแล้ว ผมไม่สามารถเป็นคนที่เข้ากันได้กับสองวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยการที่ทำตัวเหมือนๆกันกับคนทั้งสองฝาก ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเป็น "ตัวของตัวเอง" ในโลกสองโลกที่แตกต่างกันเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ ผมขอไม่เลือกที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนอื่น หรือว่าจะต้องปิดกั้นตัวเองจากสิ่งใหม่ ผมอยากที่่จะอยู่กับความซับซ้อนของมัน พยายามสร้างความเข้าใจในด้านที่แตกต่าง และสร้าง "ตัวของตัวเอง" ขึ้นมาใหม่ ที่ไม่อิงกับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เป็นตัวเองที่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และ มองโลกอย่างไร ตอนนี้ ตัวตนของผมคนนั้น ยังสร้างไม่เสร็จครับ แล้วคุณละ สร้างมันเสร็จหรือยัง April 23 ซื้อเสื้อคุณเคยเป็นไหมครับ เวลาเลือกซื้อของเสื้อสักตัวหนึ่ง คุณไม่รู้หรอกว่าคุณอยากได้เสื้อแบบไหน ลายอะไร รู้แต่ว่าจะอยากจะหาเสื้อสักตัวที่มันถูกใจ ใส่แล้วดูดี มีความสุข แต่ที่น่าเจ็บใจว่า คุณมักจะหามันไม่เจอ ได้แต่แบบ ก็ดีนะ แต่ยังไม่ใช่อย่างที่อยากได้จริงๆ ในกระบวนการเลือกเสื้อผ้า คุณก็เริ่มกำหนดของเสื้อที่อยากได้จากสิ่งที่มันไม่มีอยู่อย่างเช่น เล็กกว่านี้ก็จะดีมาก สีสว่างก็นี้สักอย่างก็คงจะดี การเลือกเสื้อผ้า"สักตัว"ของคุณก็จะกลายเป็น การหาเสื้อผ้า "ตัวนั้น" ให้เจอ และส่วนใหญ่คุณก็จะหาไม่เจอครับ และก็ลงท้ายด้วยการซื้อตัวที่มันดีที่สุดในขณะนั้นไป หรือถ้าเป็นผม ผมก้ไม่ซื้อมันเสียดื้อๆเลยครับ ผมเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์เท่าไรนัก ตราบใดที่มันยังใส่ได้ ผมก็ไม่สนใจที่จะหาตัวใหม่มาใส่ ส่วนมากผมก็ได้เสือผ้าใหม่ๆ จากคนโน้นคนนี้ จากของขวัญบ้าง จากของฟรีบ้าง นานๆทีละครับที่ผมจะหาซื้อเสือ้ผ่้าสักชิ้น ถ้าจะซื้อสักชิ้นจริงๆ ผมคิดอยู่นานทีเดียว เสื้อผ้าสำหรับผมมันไม่ได้มีไว้บ่งบอกฐานะความร่ำรวย ความทันสมัยตามยุคตามแฟชั่น เสื้อผ้าสำหรับผม มันคือสิ่งที่เป็นตัวตนของผม สิ่งที่ห่อหุ้มผมจากความหยาบกร้าน ความอับเฉา และความเป็นจริงอันไม่น่ามองของชีวิต ณ ปัจจุบัน ผมก็ยังหาเสื้อตัวนั้นไม่เจอ ได้แต่เที่ยวใส่เสื้อผ้าที่คนโน้นคนนี้ให้มา เสื้อที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าสวยงาม ซึ่งผมก๋็ไม่ขัดข้อง เว้นเสียแต่ว่า มันยังไม่ถูกใจแค่นั้นเอง หวังได้แต่ว่า สักวันหนึ่ง ผมคงหามันเจอ แต่จนกว่าวันนั้น ผมก็ต้องทำใจชอบเสื้อตัวที่มีอยู่ก่อนละครับ ปล. ไม่ต้องส่งรายการ หรือ เวบเสื้อผ้ามาให้ผมนะครับ ผมขอหาของผมเอง February 10 ความหมายของการเรียนรู้เนื่องจากอยู่บ้านนอก (ไม่มีคอกนา) และบ้านป่า (ที่ไม่ใช่เมืองเถื่อน) มาเสียเนิ่นนาน ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสดูหนังไทยกับเขามากนัก แต่ยังโชคดีที่ว่า มีโอกาสได้ไปเจอเพื่อนๆคนไทย ที่เมตตาแบ่งปันหนังใหม่ๆมาให้ดูบ้าง สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังและละครก็คือว่า มันสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา ลักษณะความคิดของคนเป็นอย่างไร ไปถึงไหนกันบ้างแล้ว January 31 ความฝันผมเริ่มจะสงสัยว่า เดี๋ยวนี้ยังมีใครอ่านที่ว่างที่ผมไม่ได้เขียนถึงมาเป็นเวลานี้อยู่อีกหรือเปล่า หรือเขาเลิกฮิตกันไปแล้ว แต่พอมีเวลาว่างก็อยากจะกลับมาเขียนอะไรให้มันไม่ว่างเหมือนชื่อของมันเสียหน่อย แต่ทุกอย่างมันก็เป็นสิ่งไม่ยังยืนถาวรใช่ไหมละครับ ก็ต้องมีสักวันที่ผมจะต้องเลิกเขียนอะไรเพ้อเจ้อบนที่ว่างแห่งนี้อยู่แล้ว
วันนี้ ณ ตำแหน่งที่ผมเหยียบอยู่บนโลก เป็นวันสุดท้ายของเดือนมกราคม เดือนที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "เดือนแห่งความฝัน" มกราคม เป็นเดือนที่มนุษย์ฝั่งตะวันตกสักคนหนึ่งอุปโลกขึ้นมาว่าจะให้เป็นเดือนแรกของปี แล้วก็ให้วันที่ ๑ ของเดือนนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ เราชาวมนุษย์โลกที่ล้วนรักใคร่ปรองดอง ต่างแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็ร่วมใจกันฉลองวาระพิเศษของการเริ่มต้นปีใหม่นี้กันเสียทุกปีไป แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ก็ไม่ได้ต่างจากวันอื่นสักเท่าไร แต่เมื่อเราให้มันเป็นเดือนแรก เราก็ควรจะตื่นเต้นกับมัน แน่นอนครับ ปีใหม่ ต้องมากับของใหม่ๆ การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆในชีวิต หลายคนตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าปีนี้ฉันจะทำหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้ หรือฝรั่งตาน้ำข้าวและน้ำโคลนแถวนี้เขาเรียกกันว่า New Year Resolution ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดี และ จะดีกว่าถ้าทำได้จริงๆ ผมจึงเรียกเดือนมกราคมว่าเป็นเดือนแห่งความฝัน เดือนที่ทุกคนฝันจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ฝันที่จะทำสิ่งดีๆให้กับชีวิต(อย่างน้อยก็ของตัวเอง) ตั้งความหวัง ความตั้งใจให้กับชีวิตในปีข้างหน้า แม้ว่าบางคนอาจจะผ่านพ้นจุุดของการมีความหวังกับปีใหม่ที่เข้ามาไปแล้ว ก็คงยังแอบมีความหวังกับสิ่งดีๆในปีใหม่ที่จะมาถึงจะเกิดกับตัว ความฝันไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่อยู่ที่เจ้าของความฝันที่จะกล้าทำให้มันเป็นจริง หรือกล้าที่จะเข้าใจมัน ถ้าเดือนมกราคมปีนี้เป็นเดือนแห่งความฝันของคุณ คุณได้ทำความฝันของคุณให้เป็นจริงหรือยังครับ สุขสันต์เดือนมกราคมครับ |
||||
|
|